Wave Riders Technical Course Online

Wave Riders Technical Course Online
เรียน Technical Course online สามาร click ที่ ภาพเลย

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ใช้เงินทำงาน ... เยี่ยงทาส แบบ Wave Riders


             ถ้าพูดถึงเงิน 20,000 บาท สำหรับใครบ้างคนก็คงไม่มากนัก แต่กับใครบางคนก็ไม่ง่ายเลยที่จะหามาได้... เรากำลังพูดถึง รายได้จำนวน 20,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นปี ก็ปีละ 240,000 บาท ...ด้วยเงินจำนวนเท่านี้ จริงๆ แล้วถ้าไม่ได้ใช้อะไรมากมาย ก็คงจะเพียงพอ กับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ของบางคน หรือบางครอบครัว อย่างสบายๆ

             ผมจึงมีความคิดอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราสามารถได้เงินจำนวนนี้ มาจากเงินปันผลในหุ้น (แน่นอนล่ะ มันต้องหัก ภาษี 10% ด้วย..เอาน่าอย่างเพิ่งไปคิดให้ปวดหัว)

              หลักการ ก็คือว่า ถ้าเราวางเงินเก็บเย็นๆ ของเราไว้ในหุ้นของบริษัทฯ ที่มั่นคง ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง สามารถจ่ายปันผลให้เราได้อย่างต่อเนื่อง ได้ 20,000 บาท ทุกๆ เดือน หรือ ก็คือ 240,000 บาทต่อปี โดยที่เราไม่ต้องไปคอยดูราคา ซื้อๆ ขายๆ มันทุกวัน ... (... จริงดิ.. ได้อย่างนั้น ก็ เจ๋งสิ.... แล้ว มันจะเป็นไปได้ไหม... )

              สมมุติว่า เรามองหา ปันผล 6% ต่อปี เป็น เงิน 240,000 บาท ก็หมายความว่า เราต้องใช้ เงินต้น 4 ล้าน ในการลงทุนซื้อหุ้น และถือไว้นิ่งๆ ...แต่บริษัทฯ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีบริษัทฯ ไหนจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น ทุกเดือนแน่นอน จะมี ก็จ่ายปันผล ปีละ 1 ครั้ง หรือ ปีละ 2 ครั้ง หรือ ถ้าผลประกอบการดีจัด ก็อาจจะแถมให้อีกครั้ง เป็น 3 ครั้ง .. เราจึงต้องกระจายซื้อหุ้นบริษัทฯ หลายแห่ง เพื่อที่จะได้ ปันผลทุกเดือน หรือ ทุกๆ สองเดือน และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงจาก Cycle ของกิจการต่างๆ ด้วย ..

              บริษัทฯ ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้สูง มากกว่า 8% ต่อปี อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ในตลาดหุ้นตอนนี้มันช่างน้อยเหลือเกิน แต่ถ้าขยายวงออกไปให้เป็น มากกว่า 6% ย้อนหลังแค่ 3 ปีที่ผ่านมา ก็พอจะมีให้เลือกมากหน่อย

             แน่นอนว่า ในการเลือกลงทุน เราก็คงจะต้องเลือก บริษัทฯ ที่มีความมั่งคง มีผลประกอบการที่ดีด้วย และมีราคาหุ้น ที่ไม่สูงเกินกว่า มูลค่าที่แท้จริง มากจนเกินไป.. เพื่อที่จะได้เด้งที่สอง จากการเติบโตของมูลค่าหุ้นในอนาคต.. (อ่ะนะ ... หลักการดี ใครก็คิดได้ ทำยังไง ล่ะ...)

             ก็ต้องทำการคัดตัวหุ้น เข้ารอบกันล่ะ โดยใช้ ค่า P/E , P/Bv, ROE, D/E ratio เหล่านี้ ต้องถูกนำมาพิจารณาประกอบการเลือก...ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานของกิจการในช่วงที่ผ่านมา

             และอีกสิ่งที่จะต้องพิจารณาด้วยก็คือ ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจรอบโลกกลมๆ ใบนี้ ซึ่งมีเกิดขึ้นให้เห็นเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินในสหรัฐ วิกฤติหนี้ของกลุ่มประเทศยุโรป และยังต้องคอยติดตาม นโยบายของรัฐที่จะออกมาในอนาคตด้วย ...

              Criteria หรือ เงื่อนไขในการคัดกรองหุ้นของบริษัทฯ ที่มีพื้นฐานดี นั้นก็มีตำรา บทวิเคราะห์ มากมายให้ค้นหากัน .. ใครจะใช้เงื่อนไขยังไงแบบไหน ก็ตามความเสี่ยงที่จะรับได้ หรือจะตามความชอบส่วนตัวก็แล้วแต่นะครับ เพราะนักลงทุนบางคน เขาไม่ลงทุนในกลุ่มบริษัทฯ ที่เขาไม่ถนัด ถึงแม้มันจะดีกว่าแค่ไหนก็ตาม เมื่อเราเลือกหุ้นเข้ามาใน Focus Group ของเราได้แล้ว

             จากนั้นให้คะแนนด้านพื้นฐาน กับหุ้นของบริษัทฯ เหล่านั้น จาก 1-10 คะแนน โดยที่หุ้นที่ปัจจัย พื้นฐานน่าสนใจที่สุดตาม เงื่อนไขของเราที่ตั้งไว้ เช่น เราใช้ P/E , P/Bv, D/E และข้อมูลในการดำเนินกิจการในอนาคต เป็นตัวชี้วัดคะแนน 4 อย่าง ก็อย่างละ 10 คะแนน แล้วก็ทำ Criteria Score Card ขึ้นมาให้กับ ตัวชี้วัดทั้ง 4 ได้คะแนนเฉลี่ยออกมาเท่าไหร่ ก็ บันทึก ไว้ .

               เราทำการให้คะแนนด้านพื้นฐานไปแล้ว ต่อไปก็ต้องมาให้คะแนน ด้านเทคนิค กันบ้างล่ะ แนะนำให้ใช้ Weekly Chart มาดูปัจจัยด้านเทคนิค เพื่อดูว่าหน้าตากราฟในภาพใหญ่ๆ มีรูปแบบกราฟของหุ้นเป็นยังไง บ้าง ดูน่าสนใจมากมาน้อยแค่ไหน...แล้วเราก็จะให้คะแนน ด้านเทคนิค จาก 1-10 คะแนน เช่นกัน
             ด้วยภาพทางเทคนิคในภาพใหญ่ หุ้นที่มีหน้าตาที่พร้อมวิ่งขึ้นได้อย่างแข็งแรงในตอนนี้ หรือในอนาคต ให้ 9-10 คะแนน
             หุ้นที่พักตัว หรือ sideway แต่มีแนวโน้มจะขึ้นได้ เพียงรอ Signal ก็ให้คะแนน 6-8
             ส่วนหุ้นที่หลับ หรือออกข้างแคบๆ ก็อาจจะให้คะแนน 4-5 คะแนน
             และหุ้นที่ออกอาการไหลลง ก็คงจะให้คะแนนน้อยกว่า 4 ไปตามลำดับความเลวร้าย

           จากนั้น เราก็นำคะแนนพื้นฐาน และ คะแนนเทคนิค ก็มา Plot Metrix
ให้ Fundamental Score เป็นแกน X และ  Technical Score เป็น แกน Y 
ก็จะได้ หุ้น พื้นฐานดี 4 กลุ่ม ดังภาพ
.

        ส่วนนักลงทุนแต่ละคนชอบหุ้นแบบไหน จะกระจายความเสี่ยงยังไง ก็จัดการไปตามความชอบและความต้องการของแต่ละคน เพราะอย่างไร หุ้นที่เราคัดมานั้นก็ล้วน เป็นหุ้นที่ ให้ปันผล มากกว่า 6% ต่อปีตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งสิ้น ก็ ลองดูเป็น ไอเดีย ในการใช้ทุนที่มี วางลงไปให้ถูกที่ถูกทาง ...

.
.
.
บทความแนะนำ
.
.
.

<-- Previous :  หนังสือ “Wave Riders โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค”
...Next --> : .เรื่องพื้นฐานกิจการ ที่มันน่ารู้ไว้บ้าง -- Basic Part 1

.
.
.
ปุกปุย




วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หนังสือ “Wave Riders โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค”


หนังสือ “Wave Riders โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค”  เล่มนี้ เกิดจากความตั้งใจ ที่ต้องการจะแบ่งปันมุมมองการลงทุน ในเชิงเทคนิคคอล ที่บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก .. ต้องการทำออกมาให้มันดูเป็นเรื่องง่ายๆ อ่านได้ไม่เครียด ไม่ต้องตั้งใจมากก็เข้าใจได้..

หวังว่า ผู้ที่ได้ อ่านจะได้รับ ความรู้ และความพึงพอใจ เรื่องราว ต่างๆ ในหนังสือ เป็นเรื่องแต่ง เรื่องสมมุติ ที่ดึงเอาบางส่วนในชีวิตจริง มาผสมปนเป ให้ออกมาน่าติดตาม .. บางส่วนก้เป็นประสบการณ์จริง ที่ได้รับจากการลงทุน ...

แต่ออกหนังสือคราวนี้ Stock2morrow จัดเต็ม ครับพิมพ์ สี่สี ทั้งเล่ม ... อ่านง่ายเข้าใจกราฟ ชัดเจน เพราะเป็นภาพสีตลอดเล่ม
แต่ไม่ได้ออกหนังสือ คนเดียว .... งานนี้ ป๋ากิ้ง จัดหนัก ออก หนังสือไล่กัน 2 เล่ม เลย ... คือ
หนังสือ "โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค" ของ Wave Riders กับ หนังสือ "คลินิคหุ้นมือใหม่" ของ ภาววิทย์


กะถล่ม ชั้นหนังสือทุกร้านชั้นนำ ทั่วประเทศ ไปเลย ยึดครอง BEST SELLER อีกครั้ง

หนังสือเล่มนี้ ได้รับเกียรติ จาก พี่แมว จิรศักดิ์ ปานพุ่ม มาช่วยให้คำนิยมไว้ด้วย แค่ได้อ่านบางส่วนของคำนิยมบนปกหลัง แบบนี้ ... ผมที่เป็นคนเขียน เอง ยังอดตื่นเต้น ไม่ได้เลย และตื้นตัน มากครับพี่แมว






ประมาณการ วันที่ออกแผง หนังสือ "โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค" ประมาณวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555
ประมาณการ วันที่ออกแผง หนังสือ "คลินิคหุ้นมือใหม่" ประมาณวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

SET50 on 2012-02-02

มุมมอง ของ SET50 วันที่ 2 ก.พ. 2555
ไม่มีอะไร มาก SET มันก็ค่อยๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ ขึ้นมากอย่างกล้าๆ กลัวๆ
แต่คิดว่า คงจะค่อยๆ ขึ้นไป อีก หลายวัน ทีเดียว จนกว่าจะประกาศผลประกอบการ ทะยอยจ่ายปันผล จนเสร็จแล้วล่ะ ถึงค่อยๆ ทะยอยลง





.
<-- Previous :  January 2012

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

January 2012

January .... เดือนมกราคม เดือนที่ มีการเกิดเหตุการณ์ ซ้ำๆ ....ทำไม เป็นอย่างนั้น
มีข้อสังเกต อย่างหนึ่ง ก็คือ ใน 5 ปี มานี้ ปี 2008, 2009, 2010, 2011 และ 2012
ภายในเดือน มกราคม ช่วงเวลา ระหว่าง กลางเดือน ถึง สิ้นเดือน ประมาณ 2 สัปดาห์ ขึ้นไป
ที่ SET Index วิ่งลง เหมือนกัน ทั้ง 5 ปี ...
..
อืมมมม ... มันบอกอะไร เรา หรือ มันเกิดอะไร ขึ้น จึงทำให้ นักลงทุนต่างชาติ มีการขายหุ้น ในตลาดออกมาแบบนี้ หลังจากนั้น พอเข้าเดือน กุมภาพันธ์ ก็ กลับมาซื้อ .... มันน่าแปลกมาก  ...
..
มันเป็นยังไง ลองมาดู กราฟ ช่วง ปี 2008 January - March
พบว่า เปิดปีใหม่ ก็ขายทันที แล้วก็ขาย ไปจนถึง วันที่ 24 ก็เกือบ เดือน จากนั้น SET จึงพลิกกลับขึ้นมา ตลอดทั้งเดือน February



แล้วพอมาดูเดือน January 2009  ถึงจะลงไม่หนักเท่ากับ January 2008 แต่ก็นับว่าเป็นการย่อลงมา เยอะทีเดียว SET Index ถอยลงมากแล้วก็ ออกข้าง ไปตลอดทั้งเดือน February


มาลองดู ของ ปี 2010 กับ 2011 บ้างสิ...
January 2010 ก็ถอยลงมา เช่นกัน แต่ว่ากว่าจะถอยลงมา ก็วันที่ 15 มกราคม ไปแล้ว น่ะสิ
แต่พอลงมาแล้ว SET ก็ พลิกกลับขึ้นไปใน เดือน February  คล้ายๆ กับปี ก่อนหน้านี้


ส่วน ปี 2011 ก็ไม่ต่างจาก ปี ก่อนๆ เลย เปิดปีใหม่ มา ก็ลงเลย ยาวไปถึง กลางเดือน February เลยนะครับ
เห็นอย่างนี้แล้ว มันก็น่าคิดนะ ว่ามันมี ใครที่ มาทำให้เกิด  แบบนี้ ... ....



ล่าสุด ในปี 2012  หลังจากเปิด ปีใหม่ มีการดีดขึ้นมา แต่ หลังวันที่ 12 มกราคม  ... มันก็เริ่ม เลี้ยวลงมาอีกครั้ง  ....อีกแล้ว เหรอ


History will repeat itself ......
หรือ SET Index จะเป็นอย่างเดิม ที่ มกราคม มีการถดถอย  แล้วกลับตัวขึ้นไปในเดือนกุมภาพันธ์
.
.

อนาคต ล้วน เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ..... ก็ได้ แต่ตั้งข้อสังเกต เก็บข้อมูล รวบรวม สถิติ แล้ว บอกถึงความน่าจะเป็น ที่อาจจะเกิดขึ้น ได้ ก็เท่านั้น

... สิ่งใดจะเกิด ก็ จงเกิดขึ้น เถอะ .... เพียงเรามี สติ วางแผนให้รัดกุม รอบคอบ มีวินัย จิตใจที่ไม่สั่นคลอน ที่จะ ทำตามแผนที่วางไว้ เมื่อถึงคราว STOP LOSS ก็ต้อง จัดการโดยไม่ลังเล สงสัย....

อย่างนั้น แล้ว การลงทุน ก็จะสามารถ ถึงความสำเร็จได้ ในไม่ช้า







บทความแนะนำ

1.  เอางานเก่ามา เหล้า ใหม่ .. เมา เลย แถมล่าสุดไปด้วย
...Next --> :  SET50 on 2012-02-02
.
.