Wave Riders Fan Page

Wave Riders Fan Page
ตามไปคุยกันที่ Wave Riders Fan Page ได้นะครับ click ที่ ภาพเลย

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

IPO ไม่มีกราฟ จะเทรด ยังไง ....




มีคำถาม เข้าว่า.
หุ้น IPO ไม่มีกราฟ ให้ดู แล้วเด็กเทคนิค จะใช้อะไรเทรด ?
.
ฮ่าๆๆ. .. มันจะยากอะไร. ก็รอให้มันมีกราฟสิ แล้วค่อยเทรด
หุ้น IPO เข้าตลาดวันแรก ที่เด็กเทคนิค จะไม่เทรดเลย. คือ พวก ลง-เด้ง-ลง-เด้ง-ลง ล้ง ลง..
ที่จะเทรด มีแค่ 2 แบบ คือ ลาก-ตบ. กับ ตบ-ลาก.

อิอิ. ชอบแบบไหน กันครับ
..
แต่วันแรก มีแท่งกราฟ แท่งเดียว. งี้จะทำไงล่ะฮับ ?

ป่ะ!!!.. ปัญหา เยอะจริง. เปิด กราฟ 1 นาที หรือ 3 นาที ไปเลย (5 นาทีช้าไปนะ) แล้ว นั่งดูกราฟ ไปพร้อม ดู Volume กับ Bid-Offer ไปพร้อมกัน สัก. 15-30 นาที ...
มันก็มี กราฟให้ใช้เทรดแล้ว




พวก ลาก-ตบ. ก็จะได้เห็น กราฟ หน้าตาแบบ ภาพด้านบน ส่วนบน. เด้ง-พัก-เด้ง-พัก-เด้ง ตั้งแต่วันแรกเลย ส่วนจะลากกี่วัน ไม่รู้นะ. แล้วแต่ เจ้าพ่อเจ้าแม่. กับ เม่ามวลชน จะมีแรงมากแค่ไหน เม่ามวลชน เยอะ แรงเหลือเฟือ ก็ ดอยสูง หน่อย เขาจัดให้ได้..

ส่วนพวก. ตบ-ลาก. นี่ เม่ามวลชน เขาแลกของกันก่อน ขายทำกำไรกันแต่เปิดให้ เพื่อนเม่าที่อยากได้ของ เจ้าพ่อเจ้าแม่จะช่วยตบเบาๆ ให้ไหลลงสวยๆ ถ้าลงยังไม่ลึก ก็จะช่วยกระตุ้นให้ลงอีก พอราคาลงต่ำ ได้ราคาดี เจ้าพ่อเจ้าแม่ ก็เริ่มรับของตลอดทาง

ช่วงตรงนี้ ก็อาจใช้เวลา ครึ่งวัน ถึง 3 วัน โดยเฉลี่ย. แล้วแต่ สภาพอากาศ
แล้วจากนั้น. ฮุฮุ.... Kite Season เอาว่าวขึ้นฟ้า

ก่อนจะขึ้น จะเห็น Volume Dry แห้งสุดๆ นิ่งๆ ไม่มีซื้อขายมาก เจ้าพ่อเจ้าแม่ จะรอฤกษ์งามยามดี แล้วก็จุดประทัดก่อน ถ้าผู้ชมสนใจ ก็จะจุดพลุ ให้สัญญาณ เหิรฟ้า..
อาการกราฟ ก็จะเป็นแบบด้านบน ส่วนล่าง ..


มาดูตัวอย่าง ของจริงกันบ้าง  NDR วันแรก กราฟ 3 นาที  ....




มาแนว ตบ-ลาก-ตบ
ราคาถอยลง จากการขายทำกำไรก่อน (ราคาลงไปที่จุด A) แล้ว ถูกซื้อกลับขึ้นมา (ราคาเด้งจาก A มา B) แล่วราคาก็พักตัว  ไปจนถึง จุด C ราคาก็ระเบิด Volume เพิ่มขึ้น มีการซื้อขายกัน มากมายลากราคาวิ่งขึ้นไป อย่างแรง .... แล้วก็ถูกขายทำกำไร ลงมาในช่วงท้ายตลาด ก่อนปิดตลาด 15 นาที ลงแรง เพราะ แย่งกันขาย  ...  และนี่คือ กราฟ ที่เกิดขึ้น ภายใน 1 วัน ซึ่งเป็นวันแรกของ NDR เข้าตลาด

เห็นมะ ... มีกราฟ ก็ เทรดได้ แล้ว   .... บางคน ยังงง จะเทรด ยังไง   มาดู อีก ภาพ ด้านล่าง

เปิดตลาด แล้วราคาลง มาที่ จุด A (4.22 บาท) แล้ว ราคาเด้งกลับ ตรงนี้ ยังไม่ได้ทำอะไร เลย ราคาขึ้นไป ถึงจุด B 4.78 บาท ก็ไม่ทำอะไร  จากตรงนี้ หา ราคา ถอยลง ต่ำกว่า 4.22 บาท .... แปลว่า ลง แน่ๆ ไม่ต้องดูแล้ว ... จบกัน

แต่ราคาพักตัว .. ออกข้าง ถอย เล็กน้อย มาที่ จุด C 4.48 บาท   แล้วราคาระเบิดวิ่งขึ้นไป อย่างแรง จุดที่เป็น สัญญาณ ซื้อ ของเรา มี 2 ที่ คือ จุด B 4.78 บาท และ ราคาสูงสุดของวัน คือ 5.05 บาท

เราจึงเข้าซื้อเมื่อราคา ข้ามจุด B มาที่ 4.80 , 4.82, 4.84 ซื้อได้ ทุกราคา  แล้ว พอราคาลากข้าม 5.05 ก็ซื้อได้อีก ที่ 5.10, 5.15,  5.20 , 5.25 ก็ซื้อมันเข้าไป  ....

จังหวะตรงนี้ ห้ามไล่ราคา ถ้า ส่ง order แล้ว ไม่ได้ของ หรือ ของไม่ครบ  ซื้อได้ไม่เกิน 5 ช่อง offer ที่สูงกว่า แนว Break out  เช่น จาก จุด B 4.78 ก็ คือ 4.80, 4.82 , 4.84, 4.86, 4.88  แค่นั้น

จากนั้น เราก็ ตี Fibonacci Projection วัดเป้า โดยเทียบระยะ A-B แล้ว Projection จาก จุด C ขึ้นไป ได้ ระยะ Projection ที่  161.8% = 5.39 (5.40) , 261.8% = 5.95  , 423.6% = 6.85 และ 500% = 7.28

ราคาลาก ยาวขึ้นไป อย่างรุนแรงไปถึง แนว 500% =7.28 แล้ว ถอยลงจากแรงขาย อย่างรุนแรง

เราขายออก แถวๆ 6.6 - 7.0 บาท ตรงไหน ก็ได้  เพราะ ราคา ถอยอย่างแรง ท้ายตลาด ... จะมีคนขายทิ้งตาม และลงแรง











 

ในแง่ ของ เวลา Time Projection  เวลาจาก A-B  13 แท่ง .... Time Projection เราจากใช้ เวลาจาก C นับไป 13 แท่ง เป็น ช่วงเวลาที่ เหมาะสม ที่ควรขาย
ซึ่งก็คือ แท่ง ที่ราคา วิ่งชน แนว 500% 7.28 แล้ว ถอยลงมานั่นเอง



อยากเทรด. ก็ลองดูได้.
ไม่กล้า แต่มีเวลาว่าง ลองนั่งเปิดกราฟดูก็ได้. แต่ต้องดูพร้อม bid offer เห็นเขาโยนซ้ายโยนขวากันนะ ไม่งั้นจะไม่เร้าใจ



..
..
Wave Riders








วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

เป้าหมายที่ไม่ลงมือทำ มันก็แค่ความฝันตื่นหนึ่ง

" .......  Goal without Action , Just Dreaming ........  "

".......  เป้าหมายที่ไม่ลงมือทำ มันก็แค่ความฝันตื่นหนึ่ง   ......"



เมื่อขึ้นปีใหม่ ก็ควรที่จะมีสิ่งที่คิดและทำสิ่งใหม่ให้ชีวิตของเราและครอบครัว ดีขึ้น
ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ คิดเหมือนกัน แต่สักกี่คนที่ทำได้ และทำให้เป็นจริงได้

ชีวิตที่มีเป้าหมาย จะเป็นชีวิตที่มีกำลังใจ  รู้ตัวว่าตื่นขึ้นมาในแต่ละวันจะต้องทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร และเพื่อใคร ... แต่เป้าหมาย มันจะกลายเป็นแค่ฝันหวาน ตื่นเดียว และตัวเราเองก็จะลืมมันไป ถ้าไม่ลงมือทำอะไร สักอย่าง

สิ่งแรกที่ ต้องทำ กันเลย คือ ...  เขียนเป้าหมาย ...  ครับ

แต่ระวังด้วย มี ความผิดพลาดที่เห็นบ่อยๆ  4 อย่าง ที่จะทำให้การตั้งเป้าหมาย ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้



วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Spread Price ช่วงราคาหุ้น .... มันมีอะไรซ่อนอยู่

     นักลงทุนทุกคน รู้กัน อยู่แล้วว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ประกาศใช้ ช่วงราคา ของหุ้นในตลาดฯ   ไว้ทั้งหมด 8 ระดับราคา  โดยแต่ละระดับราคา มีมูลค่าของช่วงราคาที่แตกต่างกันไป (ตามภาพ)  เช่น ราคาหุ้นที่ต่ำกว่า 2 บาท ช่วงราคาละ 0.01 บาท  เท่านั้น ค่อยๆ ขึ้น พอราคาหุ้นเป็น 2 บาท ราคาถัดไป จะเปลี่ยนช่วงราคาเป็น 0.02 บาท ราคาถัดไป จึงกลายเป็น 2.02 บาท ไปจนราคาถึง 5 บาท ก็จะเปลี่ยนขยับช่วงราคาขึ้นเป็น 0.05 บาท ไป เรื่อยๆ จนถึงระดับราคา ที่มากที่สุดคือ หุ้นตั้งแต่ 400 บาทขึ้นไป ช่วงราคาเป็น ช่วงละ 2.00 บาท



         ประเด็นที่จะถาม ก็คือ เห็นช่วงราคาแบบนี้ เห็นอะไรไหม  เห็นโอกาสทำกำไร กันไหม Opportunity น่ะ เห็นกันไหม  .....   นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เห็น กันหรอก เพราะจะมองว่า  ช่วงราคาที่ประกาศไว้นี้ ก็เป็น กติกาของ ตลาดหลักทรัพย์ ฯ....

        ผมจะทำอะไร ให้ดู  จะลองทำเอง ก็ได้ จะได้เข้าใจ  เอาข้อมูลช่วงราคา ไปใส่ ใน Excel กัน 
คือ แบบว่า อยากรู้ว่า แต่ละช่วงราคา มันมีการเพิ่มขึ้นของราคา เป็น กี่ เปอร์เซ็นต์กัน แน่ 

        มาดู ะดับราคา ที่ 1 กัน ราคาช่วงนี้ เริ่มต้นที่ 0.01 บาท จนถึง 1.99 บาท เพิ่มขึ้นช่วงละ 0.01 บาท
ซึ่ง ช่วงราคา 0.01 บาท นี้ เพิ่มขึ้นจาก ราคาเริ่มต้น 100% ( 0.01 / 0.01)  และ คิดเป็น 0.05% ของ ราคา 1.99 บาท (0.01 / 1.99 x100% = 0.5%)  และ ระดับราคานี้ จาก 0.01 บาท ไปจนถึง 1.99 บาท ราคาจะต้องขยับ 199 ครั้ง ถึงจะผ่านพ้นช่วงราคานี้
        เพื่อความเข้าใจมากขึ้น   มาดู ระดับราคาที่ 2  ราคาเริ่มต้น 2.00 บาท จนถึง 4.98 บาท เพิ่มขึ้นช่วงละ 0.02 บาท   ก็หมายความว่า ช่วงต้นของระดับราคา ที่ 2 บาท ราคาเพิ่มขึ้น ช่วงละ 0.02 / 2   = 1%
แล้วพอราคาไป จนถึงช่วงสุดท้าย คือ 4.98 บาท ราคาเพิ่มเป็น 5.0 บาท แสดงว่าราคาเพิ่มขึ้น = 0.02/5.0 = 0.4%     และใช้ระยะทางในการขยับ 150 ช่องราคา ราคาถึงจะข้ามไปในระดับราคาถัดไป  



          ก็แสดงว่า ในช่วงต้นๆ ของทุกๆช่วงราคา จะมี  %ที่เพิ่มขึ้น ของราคาสูงมากกว่า ช่วงปลายๆ ของช่วงราคาก่อนที่จะข้ามช่วงราคา ไปช่วงราคาถัดไป 


          ดูในตารางกันให้ดีๆ  จะเห็นว่า ระดับราคาที่ 3 เริ่มต้นจาก 5 บาท ไป 10 บาท นั้น เป็นระดับราคาที่ มีจำนวนช่องน้อยที่สุด  ... เรียกว่ามีระยะทางสั้นที่สุด   ... ราคาวิ่ง ขึ้นไป เท่าไหร่ (100 ช่อง)  ก็ข้ามระดับราคาไป ระดับราคาถัดไปได้แล้ว

          ข้อสังเกตต่อไป  ระดับราคา ที่ 2 (2 ไป 5 ) ระดับราคาที่ 3 (5 ไป 10 ) ระดับราคาที่ 4 (10 ไป 25) และระดับราคาที่ 5 (25 ไป 100)  ทั้ง 4 ระดับ ราคา มีการเพิ่มขึ้นของช่องราคา ในตอนเริ่มต้นสูง ถึง 1% ต่อช่วงราคา    ในขณะที่ ระดับราคา ของหุ้นที่ราคาแพงๆ 100 บาท ขึ้นไป มี ช่วงราคาเพิ่มขึ้นเริ่มต้น เพียงแค่ 0.50%เท่านั้น  (น้อย โคตรๆ .... ซื้อไป แล้วเมื่อไหร่ มันจะกำไรเยอะๆ )

          ทุกๆระดับราคา จะเหมือนกัน คือ เมื่อราคาขยับเพิ่มขึ้นเข้าใกล้ ท่อนปลาย ของระดับราคา %ราคาที่เพิ่มขึ้นก็จะลดน้อยถอยลงไป  เป็น 0.5% บ้าง  0.4% หรือ บางระดับราคาแค่ 0.25% เท่านั้นเอง

            คราวนี้ พอจะรู้แล้วใช่ไหม ว่า ถ้าซื้อหุ้นแล้วหวังเก็งกำไร จากส่วนต่างของราคา ควรจะซื้อหุ้นที่ ระดับราคาไหน  .... 


             มีอีกเคล็ดลับ  มาเปิดเผย .... นักลงทุน ทุกคน รู้เหมือนกันว่า  ราคาหุ้นทุกวัน จะมีการกำหนด Floor Price และ Ceiling Price  โดยคิดจาก ราคาปิด (Close Price) ของวันก่อนหน้า และนำมา ลบ ออก 30% เป็น ราคา Floor Price   และ บวก เพิ่ม อีก 30% เป็นราคา Ceiling Price  ....

            แล้วไง .... มันก็เรื่องปกติ ที่เห็นกันอยู่ทุกวัน   .... แปลกตรงไหน
            
             ถามง่ายๆ นะ เคยนับ ช่วงราคากันไหม ว่า ราคาปิด เป็นแบบนี้ แล้ววันรุ่งขึ้น ราคาลิ่ง (Ceiling) มันเป็น ระยะทาง เท่าไหร่ ....   ไม่ได้ถาม ว่า ราคาเป็นเท่าไหร่ แบบนั้น ใครก็คำนวณเป็น ...
เอากันชัดๆ นะ  ถามว่า จากราคาปิด วันก่อนหน้า ราคาจะต้อง ขยับขึ้น กี่ ช่อง  ถึงไปจะถึง ราคา Ceiling Price   ...   เคยนับกันไหม   .....  อั๊ยยะ !!!  

           แต่ละคนเทรดหุ้นกันมา .... มันต้องมีความอยาก จะได้หุ้นลิ่ง กันสักครั้ง ... สิน่า   .... แต่บางคน ทำไม มันลิ่ง กันได้ แทบทุกวัน ...   ฮึฮึ  ..... 

           ที่จะอธิบายตรงนี้ มันเป็นโอกาส  ในการเทรด ที่หลายคนมองข้ามไป ....  ถาม ง่ายๆ แบบนี้ นะ 
หุ้นทุกตัว มันมี Ceiling Price ที่ + 30% ของราคาปิด วันก่อนหน้ากันเหมือนๆ กันทุกตัว

            แต่ถ้ามีหุ้น ที่เปิดตลาดมา แล้วออกตัว วิ่งแรงๆ  2 ตัว  ตัวแรก ต้องวิ่ง 54 ช่อง ถึงจะ ลิ่ง  
กับอีกตัว วิ่งแค่ 34 ช่อง แล้วได้ลิ่ง   ..... จะเลือกซื้อตัวไหน ...  คำตอบมันชัดอยู่แล้ว   ....  ใช่ไหม

             เกิดอะไร ขึ้น ทำไม ราคาที่เพิ่มขึ้น 30%เท่ากัน มันวิ่งด้วยจำนวนช่อง ที่ไม่เท่ากัน  คำตอบมันอยู่ที่ การเปลี่ยนข้ามช่วงราคา ในระยะ 30%  

            ไป ดู ตัวอย่าง  จะคำนวณให้ดู เทียบกัน ระหว่าง  หุ้น 3 ตัว มีราคาปิด วันก่อนหน้า เป็น  3.84 บาท,  4.00 บาท และ 4.80 บาท ตามลำดับ  จะเห็นว่า ราคาหุ้น ทั้ง 3 ราคา แทบไม่แตกต่างกันเลย  
 แต่ จำนวนช่อง ในการ วิง่ไป หา Ceiling Price มัน ต่างกัน เอาเรื่องอยู่นะ  .... 





        เห็นแบบนี้แล้ว ..... อยากจะ เทรด ซิ่ง ... ให้ได้ ลิ่ง กับเขาบ้าง   คงพอจะไหว รึเปล่า .... 
    
        ยังไงก็ตามตรงนี้ ก็เป็นแค่ข้อสังเกตุ เล็กๆ ...  หุ้นมันจะลิ่งหรือไม่ มันก็อยู่ที่แรงซื้อ ที่จะมาผลักดันราคาอยู่ดี  ต่อให้ ระยะทางสั้น แต่ ไม่ใครมาซื้อ มาซิ่ง ... มันก็ไม่มีทางลิ่ง แน่นอน ...

        แต่จะให้เทรด ซิ่งแค่ไหน  เรื่องของ Stop Loss และการจัดการความเสี่ยงในการเทรด และวินัย ในการเทรด ก็ยังเป็นเรื่อง สำคัญที่สุดอยู่ดี   .... 



 โชคดี  ในการลงทุน ทุกคน ครับ 

  Wave Riders Pui


















วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

ทำยังไง เมื่อใจไม่กล้า Stop




หลายๆ ครั้ง ที่มีการพูดคุยกันเรื่อง Stop Loss ทีไร ก็จะมีคำถามแบบนี้ ทุกที

"ราคาหลุด Stop ระหว่างวัน ขายเลยไหม หรือ รอจบวันก่อนค่อยตัดสินใจ"


 คนที่ถามแบบนี้ คือ เห็นราคาหุ้นของตัวเอง ลงจนหลุดแนว Stop Loss ที่วางแผนเอาไว้ แล้วทำขายทิ้งใจไม่ได้ อยากเก็บหุ้นไว้ อยากจะลุ้นว่ามันเด้ง กลับมายืนเหนือแนว Stop ก่อนสิ้นวันได้ไหม ว่างั้น ???


Fear to Stop Loss มันเป็น Obstacle อุปสรรค อันดับแรก ของ Trader


ถามตัวเอง ดีกว่าครับ ว่า ราคาหลุด Stop แล้วทำใจ ขายทิ้งเลยระหว่างวันได้ไหม

ถ้า คำตอบ คือ ได้ ... ราคาหลุดระหว่างวัน ก็ "เขวี้ยง" มันไปเลย

ถ้า คำตอบ คือ ไม่ได้ ก็รอ ใกล้ๆ จบวัน .... ปิดต่ำกว่า Stop แน่ๆ ก็ขาย ATC ท้ายตลาดไปเลย

ถ้า ยังทำใจไม่ได้อีก (เฮ้อ..!!)   ก็รอให้ ปิดวันไปเลย แล้วถ้าปิด ต่ำกว่า Stop จริงๆ ก็ค่อยขายวันรุ่งขึ้น

แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ก็ตาม ก็ต้องยอมรับ สิ่งที่จะตามมา
วันรุ่งขึ้น เจอเปิดกระโดดลงแรงๆ ก็ต้องยอมขาย รับชะตากรรมไป .... ห้ามมาบ่น ว่า "รู้งี้ .. รู้งั้น" แล้วไม่ยอมขายทิ้ง ยอมเป็น วีไอ จำเป็น 

ประเด็น สำคัญ ไม่ใช่อยู่ที่ ราคาหลุด Stop แล้วจะขายตอนไหน ...
เพราะไม่ว่าจะขายตอนไหน ณ เวลานั้น Moment ที่ เราสั่งขายหุ้น ออกไป ...
รู้เหรอ ว่าขายแล้วจะลงต่อ หรือ ขายแล้วจะเด้งขึ้น .... คำตอบ คือ ไม่รู้

แต่สิ่งที่รู้อยู่แก่ใจ คือ เราตัดสินใจวางแนว Stop ในราคาที่เรา ไม่ยอมขายทุนไปมากกว่านี้ หรือ ไม่ยอมให้กำไรลดลงไปกว่านี้อีกแล้ว  และเราตัดสินใจเลือกราคานั้น ในขณะที่เราวางแผน อย่างมีสติรอบคอบดีแล้ว

ดังนั้น การสั่งขายทิ้งหุ้น ออกไป ณ เวลานั้น มันเป็นการที่ตัดสินใจ ที่ดีที่สุด อยู่แล้ว ... จงเคารพตนเอง มีวินัยในตนเอง ... จะเกิดอะไรจะตามมา จงยอมรับมันครับ

ปัญหาใหญ่ ของคน ที่ ไม่ยอมขาย ที่ราคาหลุด Stop Loss คือ ...

".....​กลัวขายแล้วมันจะเด้ง .... แต่ไม่กลัวราคามันไหลลงไปเรื่อยๆ... "

".... ไปกังวล กับสิ่งที่มันยังมาไม่ถึง สิ่งที่จะเกิดในอนาคต จนไม่ได้เห็นความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า.... "   



คิดใหม่ เถอะครับ ... 

"... คิดเสียใหม่ว่า เงินลงทุนก้อนนี้ มันเป็นเงินก้อนสุดท้าย ของชีวิต ที่จะยอมให้มันเสียหายไปไม่ได้ ..." 

"... โอกาสในตลาดหุ้น มันยังมีมาให้อีกเรื่อยๆ ยอมเสียหายเล็กน้อยตอนนี้ เพื่อมีต้นทุนที่ใหญ่พอที่จะ  ทำกำไรที่ใหญ่กว่าในคราวหน้า..."   


Wave Riders Pui

Focus Loss , Control Loss .... Profit will be unlimited..