Wave Riders Fan Page

Wave Riders Fan Page
ตามไปคุยกันที่ Wave Riders Fan Page ได้นะครับ click ที่ ภาพเลย

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

6 เหตุผล ที่ต้องซื้อ "โต้คลื่นหุ้น...เทคนิคทำกำไรทะลุฟ้า"

6 เหตุผล ที่ต้องซื้อ "โต้คลื่นหุ้น...เทคนิคทำกำไรทะลุฟ้า"

     หนังสือโต้คลื่นหุ้น...เทคนิคทำกำไรทะลฟ้า เล่มนี้ เป็น เล่มที่ 2 ที่เขียนออกมาให้ได้อ่านกัน หลังจากห่างจากเล่มแรกไปร่วม 2 ปี  มีหลายคนถามมาตลอดว่า เมื่อไหร่ จะออกหนังสือเล่มใหม่สักที  คราวนี้คงได้สมใจกันล่ะ
     "เทคนิคทำกำไรทะลุฟ้า" เล่มนี้ มีอะไรมากมายได้ทำให้ ทุกคนได้แปลกใจกัน ถ้าจะสรุป ก็คงจะได้ ถึง 6 เหตุผล หลักๆ ที่ ทำให้ต้องมีไว้ในครอบครอง กัน เลย
   

     1.  วางตะแคง  
   
      "เทคนิคทำกำไรทะลุฟ้า" เล่มนี้ ออกแบบให้ วางรูปแบบหนังสือ ตามแนวยาว  ทำให้ มีความสะดุดตา โดดเด่นไม่เหมือนหนังสือเล่มไหน ในร้านหนังสือ แน่นอน




          2. มี 2 แถว

            เนื้อหาในเล่มวางตัวอักษรไว้ 2 แถว ทำให้ อ่านง่าย กวาดตา อ่านนิดเดียวก็จบบรรทัดแล้ว หยิบมาอ่านนานๆ แล้วไม่ปวดหัว ปวดตา


       3. กราฟเต็ม

        ภาพกราฟประกอบเนื้อหา สีสรรสวยงามชัดเจน และเต็มหน้า เห็นรายละเอียดของกราฟชัดเจน ไม่ต้องอ่านไป เพ่งตาดูกราฟไป


      4. มี TIPS 

             TIPS ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ทิป ที่ให้ตอนจอดรถ หรือให้พนักงานยกกระเป๋า แต่เป็น TIPS เคล็ดเทคนิค ที่สรุปใจความสำคัญ ของเทคนิควิเคราะห์กราฟ  มีแทรกไว้มากมายตลอดเล่ม


      5. มี QR code

            ต้องบอกว่า แค่อ่าน มันคงไม่พอ มันต้องมีภาพเคลื่อนไหว ประกอบไปด้วย ตลอดทั้งเล่ม จะมี QR Code ให้ผู้อ่านสามารถ ใช้ มือถือ หรือ Tablet เอามายิง QR Code ด้วย App : QR Reader เพื่อที่จะเข้าไปดู คลิป อธิบาย ต่างๆ ประกอบเนื้อหาแต่ละบท ใน ยูทูป ได้ด้วย


      6. ไม่ใช่แค่เทคนิคอล

        นอกจากความรู้ด้านเทคนิคอล ในการใช้ Indicator ในการวิเคราะห์กราฟ แล้ว ภายในเล่ม ยังมีอธิบาย วิธีจำกัดความเสี่ยง วิธีการซื้อหุ้น วิธีการขายหุ้น ที่จะทำให้ ลดโอกาส ในการขาดทุนจนหมดตัว แล้ว ยังสามารถ สร้างโอกาส ในการ ทำกำไรทะลุฟ้า ได้จริงๆ อีกด้วย





            6 เหตุผล นี้ เป็นแค่เพียงบางส่วนของอีกมากมายหลายข้อ  ที่จะทำให้ ต้องหยิบ หนังสือ "โต้คลื่นหุ้น ... เทคนิคทำกำไรทะลุฟ้า"   ขึ้นมาแล้ว เดินไปจ่ายเงิน เอากลับไปอ่านที่บ้าน  ... เพราะมันคุ้มค่าแก่การมีไว้ในครอบครองจริงๆ































วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2557

เข็มทิศนำเทรน DMI


          ในการเดินทางในชีวิตจริง เราอาจจะต้องใช้ทั้งเข็มทิศ และแผนที่ คอยบอกเส้นทางในการเดินทาง และสภาพของเส้นทางที่เราจะเดินทางผ่าน ส่วนในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ถ้าราคาหุ้นเป็นแผนที่เดินทาง เข็มทิศ ก็คงจะเป็น Indicator ชื่อ DMI – Directional Movement Index ซึ่งสามารถหาใช้งานได้ในโปรแกรมกราฟที่ได้มาตรฐานทั่วไป

DMI ใน Aspen Graphics

 DMI ใน eFin Smart Portal


 DMI ใน Bisnews Professional


           DMI หรือ Directional Movement Index แค่ชื่อก็บอกแล้วว่า Indicator นี้ใช้บอกทิศทาง ก็คือ มันเป็น Indicator ทีใช้ในการบอก ทิศทางของราคา หรือ Trend นั่นเอง ซึ่ง DMI นั้นเป็น Indicator ที่ถูกสร้างจากการประกอบร่างของ Indicator 2 ตัว คือ
          
          Plus/Minus Directional Index (+DI/-DI) มีหน้าที่ ในการบอกทิศทางของราคาว่าเป็น Trend Up ขาขึ้น หรือ Trend Down ขาลง หรือ Sideway พักตัวไปข้างๆ

           Average Directional Index (ADX) มีหน้าที่ บอกพลังของ Trend ถ้ามีค่ามากก็แปลว่า Trend มีพลังแข็งแรงมาก มีค่าน้อยก็แปลว่า Trend มีพลังน้อย

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

8 เหตุผลที่ คนควรขายหุ้น



          เคยเป็นอย่างนี้กันบ้างไหม?? จะลงทุนในหุ้น ศึกษาหาหุ้นกิจการดี วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน หรือดูกราฟมองหาสัญญาณเทคนิคกันแทบหลังหัก กำเงินเข้าซื้อหุ้นด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้น แต่สุดท้ายตกม้าตายตอนจบ เพราะไม่รู้จะขายตรงไหน ราคาวิ่งขึ้นก็ลุ้นว่าจะขึ้นไปได้อีกไหม พอราคาถอยลงก็เชื่อว่าราคาหุ้นจะกลับขึ้นไปได้อีก แล้วก็ไม่ได้ขายหุ้นที่ซื้อมา แล้วก็เก็บหุ้นไว้ต่อไปไม่ได้ขาย ปัญหาแบบนี้ ถ้ายังไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไร มันก็จะเกิดแบบเดิมกลับมาอีก ลองมาดูกันว่า ถ้าจะขายหุ้น เราควรจะขายเพราะอะไร ขายเมื่อไหร่

1. Sell on Stop

จุด Stop Loss ของนักเทคนิคอล มีเครื่องมือมากมายหลายวิธี มาช่วยในการกำหนดแนวราคาที่ต้องขายหุ้นทิ้ง เช่น Safety Belt, เส้น EMA หรือแนวรับแนวต้านก็ได้ การวางแนวราคา Stop การยกขยับ Stop ตามไปเมื่อราคาวิ่งขึ้น เป็นวินัยที่จำเป็นในการเข้าซื้อหุ้น และการถือหุ้น ซึ่งช่วยป้องกันการขาดทุนจำนวนมากๆ เมื่อราคาหุ้นไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

เมื่อจะเข้าซื้อหุ้น จึงต้องกำหนด Stop Price เพื่อนำไปประเมินความเสี่ยง (Risk) และคำนวณหาจำนวนหุ้นที่จะซื้อ (Position Sizing) จะเป็นการจำกัดความเสี่ยงในการขาดทุน (Limit Loss) ไว้ไม่ให้ขาดทุนมากเกินกว่าที่จะรับได้ และป้องกันต้นทุนเอาไว้ แผนการซื้อขายหุ้น เป็นสิ่งที่ต้องทำไว้ให้ชัดเจน ทั้งจุดเข้าซื้อ จุดยอมขายทิ้ง และเป้าหมายที่จะทำกำไร

ดังนั้นเมื่อราคาถอยมาถึง Stop Price จึงต้องรักษาวินัยของตนเอง ขายหุ้นออกไป เพื่อควบคุมความเสี่ยง และจำกัดการขาดทุนเอาไว้ ส่วนรูปแบบ และสไตล์การลงทุนของแต่ละคนจะเป็นตัวกำหนดวิธีการวาง Stop Price ที่เหมาะสม เลือกวิธีการที่เหมาะสม และรักษาวินัยตามนั้นให้ได้ 


2. Sell when Wrong

เหตุผลที่เข้าซื้อหุ้นไม่ว่าจะด้วยการวิเคราะห์ทางพื้นฐาน หรือทางเทคนิค ก็ตาม หรือแม้ว่าจะซื้อตามข่าวก็เถอะ ถ้าเหตุการณ์ทีเกิดตามมามันไม่เป็นไปตามข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจซื้อ มันก็ถือว่า “ผิด” (Wrong) การตัดสินใจขายหุ้นที่เข้าซื้อผิด เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เร็วที่สุด

ดูพื้นฐานหุ้นดี คาดว่ากิจการจะเติบโต แต่พอประกาศผลประกอบการ หรือดำเนินธุรกิจไปแล้ว ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ก็ต้องขายทิ้ง

ดูกราฟ มีสัญญาณเทคนิคดี ราคาหุ้นวิ่ง เทรดเดอร์คาดว่าจะวิ่งไปได้ไกล เข้าซื้อไปแล้ว แต่สิ่งที่ตามมากลายเป็นว่า ราคาไม่ไปแล้ว ถอยหลังลงก็ต้องยอมรับสภาพขายทิ้งไป หรือฟังข่าวว่ามาอย่างนั้นอย่างนี้ เชื่อแล้วซื้อตามเขาไป ถ้าข่าวไม่เป็นจริง เป็นแค่ข่าวหลอกข่าวลือ ก็ต้องขายหุ้นทิ้งเหมือนกัน

เมื่อผิด ก็ต้องยอมรับว่า “ผิด” เข้าซื้อหุ้น เพราะเข้าใจผิด คิดผิด มองผิด ควรขายทิ้งอย่างไว ไม่ควรดื้อดึง ติดหุ้น ติดดอย หลายคนรู้ตัวว่าซื้อผิด แต่ไม่ยอมรับตัวเอง ดื้อดึงหาข้ออ้างต่างๆ นานา หาเหตุผลมาหลอกตัวเอง ให้ถือหุ้นต่อไป ด้วยความหวังที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีข้อเท็จจริงมารองรับ ถ้ายังแก้นิสัยตรงนี้ไม่ได้จะมีอาการติดหุ้น ติดดอยต่อไปเพราะซื้อหุ้นผิดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่น เห็นหุ้น Break Out New High คิดว่าหุ้นจะวิ่งไปไกล เข้าซื้อไปแล้ว แต่กลายเป็นวิ่งวันเดียวแล้วเลิก ราคาถอยกลับลงมาใต้แนวราคาที่ Break Out ไป กลายเป็น False Break อาการพยายามมองหา Indicator มาหาข้ออ้างต่างๆ ไม่ยอมขายหุ้น แล้วถือหุ้นต่อไป จนสุดท้ายทนไม่ได้ขายหุ้นขาดทุนออกมา เสียหายยิ่งกว่าเดิม

อาการผิดพลาดอีกอย่างพวกคาดหวัง หรือ Bias ในใจ หลอกลวงตัวเอง ดูกราฟเห็น Pattern แล้ว ใจเร็วรีบเข้าซื้อก่อนที่จะเกิด Confirm Pattern เห็นหุ้นกำลังจะ Break Out กลัวตกรถ รีบเข้าซื้อก่อน Break Out และอีกเยอะแยะที่รีบเข้าซื้อก่อนที่ Confirm Buy Signal จะเกิดขึ้น แต่ราคาไม่ได้วิ่งตามที่คาดหวัง ดันผิดคาด ราคาดันทำ “เข็มขัดสั้น” (คาดไม่ถึง) ...

อาการเข็มขัดสั้น นี่มันแสบนะ มือใหม่จะเป็นกันบ่อย ใจเร็วด่วนได้ จะด้วยความงก หรือกลัวตกรถ หรืออะไรก็ไม่รู้ เข้าซื้อก่อนเกิด Confirm Signal แล้วพอไม่เป็นไปตามนั้นจะออกอาการ อึ้งๆ งงๆ ในหัวจะออกอาการขัดแย้งเหมือนมี 2 ข้างทะเลาะกัน ข้างหนึ่งจะบอกว่า “แย่แล้ว ... Stop เลย ... ขายทิ้งเถอะ”
อีกฝ่ายจะบอกว่า “ไม่หรอก ... เดี๋ยวมันก็ไป ... ดูสิ Indicator ตัวนั้น ยังบอกอยู่เลยว่า มันยังไปได้อยู่” สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรปล่อยให้ราคาไหลลงไปเรื่อยๆ จนเกินจุดที่จะกล้าขายขาดทุน

ดังนั้นจะเข้าซื้อด้วยเหตุผล หรือเหตุการณ์อะไรก็ตาม ถ้าราคาไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ผิดพลาด ผิดทาง ก็ต้องขายทิ้ง ซึ่งดีทีสุด คือ ซื้อเมื่อราคาเกิด Confirm Buy Signal แล้วดีที่สุด ถึงจะซื้อแพงขึ้นอีกนิด แต่ Sure กว่า มั่นใจมากกว่า เสี่ยงน้อยกว่า มันก็น่าจะดีกว่า มิใช่หรือ


วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

เห็นโอกาสในช่องว่าง กันไหม ( Opportunity in Gap )

     การที่ราคาแท่งก่อนหน้า หรือวันก่อนหน้าปิดไปแล้ว ราคาแท่งถัดมาหรือวันถัดมา เปิดกระโดดขึ้นหรือลง ข้ามราคาไปช่วงหนึ่ง และราคาวิ่งต่อไปในทิศทางเดิม โดยไม่มีการถอยมาปิดช่องว่างนั้น เกิดเป็นภาพ Gap ขึ้นมาในกราฟ  อะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของราคาอย่างนั้นขึ้นมา

      ข่าว (News) หรือข้อมูลใหม่ (New Information) ที่เกี่ยวข้อง หรือกระทบถึงปัจจัยพื้นฐานของกิจการ หรือส่งผลกระทบถึงความคาดหวังของนักลงทุนให้เกิดมุมมองต่อราคาหุ้น ที่เปลี่ยนแปลงไปจากราคาเดิมโดยสิ้นเชิง ทำให้เมื่อตลาดเปิดให้ซื้อขายอีกครั้ง ราคาเริ่มต้นซื้อขายกันแตกต่างกันไปราวฟ้ากับดิน ถ้าเป็นข่าวดีทำให้นักลงทุนเชื่อว่า ราคาเดิมที่ปิดตลาดไปนั้น มันต่ำเกินไป เมื่อเปิดตลาดอีกครั้ง ราคาก็จะกระโดดขึ้นไป เป็น Gap Up แล้ว วิ่งขึ้นต่อไปจนจบวัน ถ้าเป็นข่าวร้าย ทำให้นักลงทุนคิดว่าราคาเดิมที่เป็นอยู่ มันสูงเกินไป เมื่อเปิดตลาดอีกครั้งราคาก็จะกระโดดลง เป็น Gap Down และราคาวิ่งลงไปต่อจนจบวัน



        การเกิด Gap สามารถพบเห็นได้บ่อยๆ ในกราฟรายวัน (Daily Chart) ราคาปิดไปที่ราคาหนึ่ง แล้ววันรุ่งขึ้น เปิดกระโดดขึ้นหรือลงไปที่อีกราคาหนึ่ง หรือกราฟรายสัปดาห์ (Weekly Chart) ราคาวันศุกร์ปิดไปที่ราคาหนึ่ง แล้ววันจันทร์เปิดตลาดแล้วกระโดดขึ้นหรือลง ไปที่ราคาที่ต่างออกไปเลย หรืออาจจะเกิดในช่วงที่มีวันหยุดยาวหลายๆ วันก็ได้ เพราะในประเทศตลาดปิด แต่ต่างประเทศไม่ได้ปิดด้วย พวกนี้ก็จะเกิดกับกลุ่มที่อ้างอิงกับตลาดต่างประเทศ

       การวิเคราะห์ทางเทคนิค เรื่องของ Gap Analysis มีการแยกประเภทของ Gap ไว้เป็น 4 ประเภท คือ

          1. Common Gap หรือ Area Gap
          2. Breakaway Gap
          3. Continuation Gap หรือ Runaway Gap
          4. Exhaustion Gap