Wave Riders Fan Page

Wave Riders Fan Page
ตามไปคุยกันที่ Wave Riders Fan Page ได้นะครับ click ที่ ภาพเลย

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

History of Technical Analysis



Technical Analysis ที่แพร่หลายในปัจจุบัน เป็นการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาจากข้อมูลปริมาณการซื้อขายในอดีต เพื่อนำมาคาดการณ์ความเป็นไปได้ของทิศทางของราคาในอนาคต ... ความรู้ด้านนี้ มีผู้เชี่ยวชาญมากมายศึกษาค้นคว้าวิจัย มาหลายร้อยปี .. หาจะย้อนประวัติศาสตร์ของ Technical Analysis ที่เราใช้กันในปัจจุบัน .... คงต้องไปตั้งต้นกันตั้งแต่ ศตวรรษที่ 18

..

Munehisa Homme (1724-1803) พ่อค้าข้าว ในสมัยโชกุนโตกุกาว่า ที่ใช้การบันทึกข้อมูลการประมูลซื้อขายข้าว กับสภาพอากาศ นำมาวิเคราะห์ คาดการณ์อนาคต ในการเก็งกำไรราคาข้าว ทำกำไรร่ำรวย จนไม่มีใครเทียบได้ ... ซึ่งวิธีการบันทึกข้อมูล และวิเคราะห์ราคาเหล่านั้น กลายมาเป็น CandleStick Pattern Signal ในปัจจุบัน

..

อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ Jose หรือ Joseph Penso De La Vega (1650-1692) ชาวสเปน ที่เป็น Trader ในยุคเฟื่องฟูของ Amsterdam Stock Exchange ซึ่งเขียนหนังสือ Confusion Of Confusions ที่เกี่ยวกับการเก็งกำไรในตลาดหุ้นเป็นครั้งแรก และเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้

..

และคนที่จุดกระแส Technical Analysis ให้กลับมาเกิดงานวิจัยอีกมากมายจนถึงปัจจุบัน คงต้องยกให้

Charles Henry Dow (1851-1902) นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้ง The Wall Street Journal บทความ บทวิเคราะห์ต่างๆ ของ Dow ได้สร้างให้เกิด Dow Theory จนกลายเป็น ความรู้รากฐานของ Technical Analysis ที่ได้ถูกต่อยอดจากกูรู ทั้งหลาย ออกมามากมาย ...

Dow Jones Industrial Average ถูกใช้ครั้งแรกในปี 1896 เป็นค่าเฉลี่ยในการติดตามหุ้น 12 บริษัท .. จนได้รับความนิยม และกลายเป็นดัชนี ที่นักลงทุนนิยมใช้ในการชี้วัดพฤติกรรมของตลาดหุ้น ไปในที่สุด

..

William Peter Hamilton (1867-1929) บรรณธิการคนที่ 4 ของ The Wall Street Journal ที่ได้ทำการรวบรวมงานเขียนของ Charles H. Dow ออกมาเป็นหนังสือ The Stock Market Barometer ในปี 1922 และสนับสนุน Dow Theory กลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางมากขึ้น

..

ในระหว่างปี 1920-1930 Richard W. Schabacker นำผลงานของ Dow และ Hamilton มาศึกษาต่อขยายผล ต่อยอดความรู้ ออกมาเป็นหนังสือทาง Technical Analysis เล่มแรก "Stock Market Theory and Practice and Technical Market Analysis" ซึ่งได้กลายเป็นต้นตำราให้ Technical Analyst ศึกษาเพิ่มเติมกันอีกมากมาย

..




ในปี 1948 , Robert D. Edwards และ John Magee ออกหนังสือ "Technical Analysis of Stock Trends" ... ทำให้เกิดความรู้ต้นแบบของ Technical Analysis อย่างที่เราได้ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ... ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ แนวรับ แนวต้าน Trend Line , Price Pattern และอีกหลายหลายความรู้ ถูกเรียบเรียงความรู้ และเจาะลึกถึงพฤติกรรมราคา อย่างละเอียดละออ ... ซึ่งหนังสือ เล่มนี้ ปัจจุบัน ได้ถูกปรับปรุงตลอดมา อย่างสม่ำเสมอ จนปัจจุบันเป็น Edition 10th แล้ว ... ถือได้ว่าเป็นตำราพื้นฐาน ที่ Technical Analyst จะต้องอ่านศึกษากันเลย

..

หลังจากนั้น ก็มี Technical Analyst อีกมากมายสร้างผลงานออกมามากมาย แต่ที่โดดเด่นมากๆ ในช่วงต้น ศตวรรษ 20 คงไม่มีใครเกิน 2 คนนี้..

.

William D. Gann (1878-1955) ,ผู้ที่พัฒนา Technical Anlysis Tools มากมาย เช่น Gann Angles, Square of 9 , Hexagon หรือ Circle of 360 ... กลายเป็น Gann Tools ที่โปรแกรมกราฟต่างๆ มีให้ใช้อยู่เสมอ ...

..

อีกคน.. ก็คือ Ralph Nelson Elliott (1871-1948) เจ้าของ Elliott's Wave Theory ที่มีชื่อเสียง อันโด่งดัง นั่นเอง ...

R.N. Elliott ได้ศึกษาการเคลื่อนไหวราคาในตลาดหุ้น จนได้ค้นพบความสัมพันธ์และรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาซื้อขายหุ้นในตลาด.. เรียกว่า Wave Principle .... ซึ่งปัจจุบันมี ผู้ที่ยอมรับในทฤษฎีนี้ และเรียนรู้ฝึกฝนความรู้เรื่องคลื่นนี้มากมาย ไปทั่วโลก

...

หลังจากนั้นก็ยังมี Technical Analyst อีกมากมาย ที่คิดค้น ทฤษฎีใหม่ เครื่องมือใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ...

...

ความรู้ด้าน Technical Analysis ยังถูกพัฒนาต่อไปอย่างกว่างขวาง ไม่หยุดยั้ง .... จนกลายเป้นความรู้ที่หลายหลาย เรียนกันไม่หมดสิ้น

..

ถึงวันนี้ คุณเริ่มเรียนรู้ Technical Analysis กันรึยัง..




By Wave Riders

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

เทรดง่ายๆ ด้วย Three Line Break Chart

    กราฟส่วนใหญ่ ที่ นักลงทุนด้วยเทคนิคคอล ใช้งานกันจะ เป็น CandleStick Chart แล้วใช้ Indicator ต่างๆ ใส่เข้าไป บางคนก็ใช้ MACD , EMA หรือ บางคนก็ใช้ RSI , หรือ Stochastic  ทำให้บางครั้งใช้ Indicator อะไร บ้างก็ไม่รู้เต็มแน่นกราฟ ไปหมด ...​จนไม่รู้ อะไรเป็นอะไร   ...

   แล้วบางคนก็ยัง ตีเส้นตรง เส้นเฉียง  เส้นไฟโบ เข้าไปอีก กางเป็นตาข่าย เลอะเทอะไปหมด ...
เลยมานั่งคิดว่า มันจะมีอะไร บ้างไหม ที่ มันใช้งานง่ายๆ ไม่ต้องมี Indicator มากมาย หรือ ต้องตีเส้นอะไร เยอะแยะ ...  ก็ทำให้มาเจอ Three Line Break Chart  กราฟที่อยู่เหนือกาลเวลา

... Three Line Break Chart  เป็นกราฟที่คิดโดยญี่ปุ่น แต่ Steve Nison ได้นำเสนอให้โลก รู้จัก โดยเขียนไว้ในหนังสือ Beyond Candlestick  ซึ่งเป็นหนังสือความรู้ เกี่ยวกับ CandleStick ที่มีชื่อเสียง และน่าอ่าน น่าสะสมไว้ในครอบครอง ...



     Three Line Break Chart หรือ TLB นั้น แท่งราคาแต่ละแท่งจะเรียกว่า "Line"  ลักษณะของแท่งราคาของ TLB จะไม่มีการซ้อนกัน แต่จะเรียง ต่อกัน ในลักษณะ "ตูดต่อหัว"  
     เพราะเกิดจากการใช้ Close Price ของ Candlestick ที่เกิด New High หรือ New Low ในทิศทางเดียวกับแท่งราคาก่อนหน้า มาสร้าง แท่ง Line ขึ้นมา 
     ถ้าแท่ง Candle ไม่ได้มีการทำ New High หรือ New Low ของแท่งราคาก่อนหน้า แท่ง Line ของ TLB ก็จะไม่ถูกพลอต ออกมา ...​นั่นก็คือ ถ้า Candle แกว่งออกข้างแคบลงๆ TLB จะอยู่นิ่งๆ ไม่สร้างแท่งราคาใหม่ขึ้นมา ...​ ดูภาพตัวอย่าง  แท่งราคาวิ่งขึ้นเป็น สีขาว และแท่งราคาวิ่งลงเป็น สีแดง


     ที่เรียกว่า Three Line Break Chart ก็เพราะว่า  เวลาที่ ราคา วิ่งสวนทางกับ ทิศทางของแท่งราคาที่ผ่านมา  TLB จะไม่สร้างแท่งราคาใหม่ จนกว่า ราคาจะวิ่งกลับทิศ ข้าม 3 Line หรือ 3 แท่ง นั่นเอง ..
    ก็คือ  ถ้า ราคากำลังวิ่งขึ้น ... ทุกครั้งที่ราคา New High ... TLB จะสร้างแท่งใหม่ สีขาว เฉพาะส่วนที่เกินจากแท่งราคาเดิม  และเมื่อราคา ถอยลง TLB จะยังไม่สร้างแท่ง สีแดง จนกว่า ราคา จะลงมาต่ำกว่า 3 แท่ง สีขาว ... เมื่อราคาถอยลงมาต่ำกว่าแท่งสีขาว .. TLB จึงจะสร้างแท่งราคาสีแดงขึ้นมา 
    เมื่อราคาลงมาเป็นแท่งสีแดง แล้ว หากราคา New Low อีก TLB ก็จะสร้างแท่งสีแดงอันใหม่เฉพาะส่วนราคาที่ต่ำลงมา ...​และจะไม่สร้างแท่งราคาสีขาว ถ้าราคาไม่วิ่งสวนกลับขึ้นไป สูงกว่า 3 แท่ง

   ดังนั้น TLB จะตัดความผันผวนของ ราคา ในช่วง sideway แคบๆ ออกไปจนหมด ... เหลือแต่ แท่งราคาหน้าตาง่ายๆ ให้เราเห็น ....  สนุกล่ะ 
..
    TLB จึงสามารถ ใช้จุดกลับตัว มาตีเส้นแนวรับ แนวต้าน ได้ ง่ายๆ เลย ล่ะ เพราะ มันสามารถมองเห็นจุดกลับตัวได้อย่างชัดเจน  ...
     เราก็จะสามารถใช้ การ Break แนวรับ แนวต้าน เป็นสัญญาณ ในการ เข้า ซื้อ หรือ ขาย ได้ ตามปกติ เหมือนตอนที่เรา ใช้ Candlestick เลย ทีเดียว ...​อิอิ ... ง่ายเลย

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Resistant , Support and Trading Range - Part 3

ห่างจากการตีแนวรับแนวต้านกันไปพอสมควร จาก Part 1:  Resistant, Support - Part 1   และ
 Part 2 :   Resistant, Support - Part 2

มาคุยกันต่อ ถึงการตีเส้นแนวนอนธรรมดา แต่ใช้ประโยชน์ในการเป็นสัญญาณ ซื้อ หรือขาย กันได้ง่ายๆ.  วิธีที่จะพูดถึงการตีที่ แกป (Gap)

วิธีที่สอง : ตีเส้นที่แกป (Gap)

ราคาหุ้นตอนที่เปิดตลาด ตอนเช้า หรือเปิดตลาดช่วงบ่าย เรามักจะพบราคาเปิดนั้น แตกต่างจากราคาของช่วงก่อนหน้า  ราคาเปิดสูงกว่าแท่งราคาก่อนหน้า ก็เปิดกระโดดขึ้น (Gap Up) หรือราคาเปิดต่ำกว่าแท่งราคาก่อนหน้า ก็เปิดกระโดดลงมา (Gap Down) ทำให้กราฟ เกิดแท่งราคาที่ ห่างกัน เปิดเป็นช่อง (Gap) ให้เห็น ทำให้ช่วงราคาตรงแกป ที่ถูกกระโดดข้ามไปนั้น ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น. สาเหตุของการเกิด Gap มีได้จากหลากหลายปัจจัย จากข่าว หรือจากเหตุการณ์ หรือจากผลประกอบการ แต่ก็ล้วนทำให้นักลงทุนคาดหวังราคา ในวันถัดไปแตกต่างจากราคาในวันก่อนหน้า คาดหวังสูง ราคาเปิดก็ขึ้นเยอะ. คาดหวังว่าเลวร้าย ราคาเปิดก็ลงเยอะ


     


เมื่อเกิดการเปิดแกป (Gap) ช่องว่างของราคานั้นล่ะ ที่จะกลายเป็น แนวรับแนวต้าน ถ้าเปิด Gap ขึ้น ช่องว่างก็เป็น "แนวรับ" (Support Line)  เมื่อเปิด Gap ลง ช่องว่างก็กลายเป็น "แนวต้าน" (Resistant Line)  การตีเส้นแนวรับแนวต้าน ใน Gap ก็จะตี แบบนี้

กรณีเปิด Gap ขึ้น ให้ตีเส้นแนวนอน ที่ จุดสูง (high) ของขอบ ล่าง ของช่องว่าง






กรณีเปิด Gap ลง ให้ตีเส้นแนวนอน ที่ จุดต่ำ (Low) ของขอบ บน ของช่องว่าง 



เมื่อเวลาผ่านไป แท่งราคา เปลี่ยนทิศ กลับมาในช่องว่าง เมื่อแท่งราคาปิดช่องว่าง และแท่งราคาตัดเส้น แนวรับแนวต้านที่แกป ก็ถือเป็นการยืนยันการเปลี่ยนทิศทาง. เรียกว่า "ปิดแกป" (Gap Filled) or ( Closed Gap)

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

Old HomeWork การบ้านอันเก่าๆ

ว่างๆ ก็เลยเอา การบ้าน เก่าๆ ของปีที่ผ่านมา เอามาให้ดูกัน
เป็น ตัวอย่าง เป็น ไอเดียให้ ว่า ดูยังไง ทำยังไง เตรียม แผนแบบไหน
ไม่ได้เอามา ชี้นำ นะครับ ... เพราะ พวกนี้ เป็นภาพในอดีตทั้งนั้น ...
เอามาใช้กับราคาหุ้นปัจจุบันไม่ได้ ... มันขึ้นไปหมดแล้ว ... ฮ่าๆๆ

อันแรก เป็น WHA 60min , 28-12-2012 ,11.00am
ก็นับคลื่น ไว้ มองว่า กำลังจะจบคลื่น 3 ในบริเวณ กรอบสีเขียว ...​
ซึ่งต่อไปก็คงจะพักคลื่น 4  ไปข้าง แล้ว ดีดขึ้นไปอีกทีเป็น คลื่น 5



จนถึงวันนี้เป็น อย่างไรกันบ้าง แอบตามไปดูกราฟ กัน ...
อัยยะ .... จบ คลื่น 4 แล้วดีดคลื่น 5 ไปแล้วจริงๆ



.
.
การบ้าน ตัวต่อไป  ...
GUNKUL , Day , March - 2012
ตอนนั้น ดูแล้วน่าจะจบ Wave 5 ไปแล้ว ...
แต่ต่อมาราคา ทำ New High ขึ้นมาได้อีก ....​ทำให้ ดูเหมือน ว่า กำลังเข้าสู่ Impulse Wave ชุดใหม่



และแล้วตอนนี้ มา Update คลื่นกัน หน่อย
ดูเหมือน ราคาขึ้น แล้ว ... มาตามดูกันต่อไป ว่า จะไปจบตรงไหน....
...


มีการบ้าน อีกตัว ที่ ทำไว้
BEAUTY , 60min & 120min , 3-1-2013
ทำไว้เมื่อต้นเดือนนี้ เอง ....​


ตอนนี้ ไม่ต้องบอกใครก็รู้ ว่า น้องสวย เขา แซบ ขนาดไหน ....


มีให้ดูอีกตัวนึง เป็น ตัวอย่างการ ตีเป้า Fibonacci

TTCL , Day& 120min , 3-10-2012



อีกอันหนึ่ง .... ขอ ของนอกบ้างนะ

AAPL ,  30min & 5 min , 19-11-2012




สุดท้าย เลย ... เอาใจ ขาซิ่ง ....
IPO - WHA วันแรก เข้าตลาด 8-11-2012 , 3 min






...
ยังมีการบ้าน สนุกๆ แบบนี้ อีก เยอะเยะ เลย .....
ขยันทำการบ้าน กัน หน่อย นะครับ ....


Wave Rider Pui