Wave Riders Fan Page

Wave Riders Fan Page
ตามไปคุยกันที่ Wave Riders Fan Page ได้นะครับ click ที่ ภาพเลย

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

Price Pattern ... รูปแบบกราฟ ...หลอกลวงตา


         มักจะมีคำถาม มาเรื่อยๆ ว่า  Price Pattern ต่างๆ เช่น Double Top, Head and Shoulder Reversal มีวิธีการดูยังไง ?

         ก่อนตอบต้องขออธิบายก่อนว่า Technical Analysis นั้นเกิดมากจากนักวิเคราะห์เก็บข้อมูลการซื้อขายและปริมาณการซื้อขาย เก็บสถิติในอดีต สร้างกราฟราคาขึ้นมา เพื่อประเมินแนวโน้ม และความผันผวนของราคาหุ้น ซึ่งนักวิเคราะห์ ได้สังเกตพบว่า เมื่อกราฟเกิดเป็นรูปร่าง แบบเดิมๆ จากพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนในตลาดในลักษณะใกล้เคียงเดิม ราคาจะเดินทางต่อไปในรูปแบบที่ซ้ำกันกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จึงเกิดเป็นทฤษฎีที่เรียกว่า Chart Pattern หรือ Price Pattern ขึ้นมา

          รูปแบบราคา หรือ Pattern ของกราฟเหล่านั้น มีมากมายหลายแบบ แต่สามารถแบ่งออกเป็น2 กลุ่ม คือ

      1.รูปแบบกลับตัว (Reversal Pattern) คือ เมื่อราคาวิ่งขึ้นหรือลงในทิศทางที่ชัดเจน จากนั้นชะลอตัวเกิด Pattern ได้สำเร็จ ราคาจะเปลี่ยนทิศทางจากขาขึ้นเป็นขาลง หรือ จากขาลงเป็นขาขึ้น

      2.รูปแบบต่อเนื่อง (Continuous Pattern) คือ เมื่อราคาวิ่งขึ้นหรือลงในทิศทางที่ชัดเจน จากนั้นชะลอตัวเกิด Pattern ได้สำเร็จ จะเป็นการยืนยันว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดิม

          รูปแบบราคาใน Pattern ต่างๆ ส่วนใหญ่จะเกิดในขณะที่ราคาชะลอตัว อ่อนแรง หรือมีการพักตัว ไม่ว่าราคาจะวิ่งขึ้นหรือวิ่งลง เมื่อวิ่งจนอ่อนแรงแล้วราคาจะพักตัว ขณะที่พักตัวแทบทุก Pattern จะพบว่า ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ลดน้อยลงเรื่อย กราฟราคา ก็จะเหวี่ยงตัวสร้าง Pattern จนกระทั่งราคากลับมามีทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจน ปริมาณการซื้อขาย (Volume) จะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างมากอีกครั้ง



           สังเกตุจากภาพด้านบนขวามือ จะเห็นว่าราคาวิ่งขึ้นตามลูกศร สีเขียว จากนั้นราคาชะลอตัว หรือพักตัวทำ Pattern บางอย่าง หลังจากนั้น ราคาวิ่งขึ้นทะลุออกจาก Pattern วิ่งขึ้นไปต่อ เป็น Continuous Pattern ส่วนภาพบนซ้ายมือ ราคาวิ่งทะลุลง หลุดออกจาก Pattern ตาม ลูกศรสีแดง ก็จะกลายเป็น Reversal Pattern

           สำหรับ Chart Pattern เป็นที่นิยมและสามารถพบได้บ่อยๆ มีดังนี้

           รูปแบบกลับตัว (Reversal Pattern)
            Double Top, Double Bottom, Head and Shoulders, Inverted Head and Shoulders, Triple Top, Triple Bottom



รูปแบบต่อเนื่อง (Continuous Pattern) : Flag, Pennant, Rectangle, Cup and Handle 

         ยังมี Pattern บางอย่างที่สามารถเป็นได้ ทั้ง Reversal Pattern และ Continuous Pattern ขึ้นกับสถานการณ์ว่าเกิด Pattern ในช่วงไหน ของตลาด เช่น Triangle, Rising Wedge, Falling Wedge


  นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ Pattern อีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีก ดังนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับ Price Pattern จึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ต้องใช้ความรู้ และประสบการณ์การฝึกฝนอย่างมาก และต้องมีความเข้าใจพฤติกรรมของราคา และลักษณะของปริมาณการซื้อขายในแต่ละ Pattern เป็นอย่างดี จึงจะสามารถนำ Price Pattern ไปใช้เป็นกลยุทธ์ในการลงทุนได้ 

          นักเทคนิคอลมือใหม่จำนวนมากไม่เข้าใจ แต่ใช้การท่องจำแค่รูปร่างของ Pattern เท่านั้น พอไปดูกราฟก็จะไปสร้างภาพจินตนาการไปล่วงหน้าต่างๆ นานา ว่าจะเกิด Pattern อย่างนั้นอย่างนี้ ก่อนที่จะเกิดสัญญาณยืนยัน (Confirmed Signal) ว่าเกิด Pattern นั้นแล้วจริงๆ ก็จะนำความเสียหายมาสู่การลงทุน เพราะวางกลยุทธ์ผิดพลาด หรือบางคนก็ยกความผิดพลาดไปให้ทฤษฎีว่าไม่มีความแม่นยำ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจจะเกิดจากการที่ตนเองผิดพลาดไม่ได้ดูกราฟอย่างรอบคอบเองก็ได้


#WaveRiders


หนึ่ง ใน "100 คำตอบต้องรู้ ดูหุ้นเทคนิค" ...
..
..
ไม่ซื้อไม่ได้ ละมั้ง ...








วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เล่นหุ้นด้วย Technical ดู P/E Ratio ไหม


วันก่อน มีน้องคนหนึ่ง มาถาม ว่า

ใช้เทคนิคอล ซื้อหุ้นยังต้องดู P/E Ratio ไหมครับ ?

แบบนี้ มันต้องตอบ  .... ฮ่า ๆๆ ชอบ คำถามแปลกๆ 


ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจ ก่อนว่า P/E Ratio ที่เราเห็นคืออะไร

     P คือ Price คือราคา ณ ปัจจุบันที่เราเห็น ในการคำนวณ มักจะนำ ราคาปิด Close Price มาใช้

     E คือ Earnings per Share หรือกำไรต่อหุ้น นั่นเอง ซึ่งจะได้ตัวเลขนี้ ทุกครั้งที่มีการประกาศผลประกอบการของกิจการในทุกๆ Quarter

     ราคาหุ้น วิ่งด้วยความคาดหวังของนักลงทุนในตลาด ซึ่งตอบสนองต่อความคาดหวังต่อกิจการในอนาคตของนักลงทุน ถ้าซื้อหุ้นไปราคาขยับขึ้นเรื่อยๆ ก็แสดงว่า นักลงทุนยังต้องการ และมองความคาดหวังในไปในอนาคต

      P/E Ratio เกิดจากการนำ ราคาปัจจุบัน (P) หารด้วย กำไรต่อหุ้น (EPS) ซึ่ง EPS จะใช้ล่าสุดตามประกาศผลประกอบการแต่ละ Quarter ก็หมายความว่า P/E Ratio ที่เราเห็นมันเป็นสัดส่วนของราคาปัจจุบัน ต่อผลกำไรของกิจการในหลายเดือนที่ผ่านมา แล้วอย่างนี้ จะเอามาดูอะไรได้ เช่น วันนี้เป็นวันที่ 20 ธันวาคม P/E ที่เราเห็นแสดงสัดส่วนของราคาวันนี้ เทียบกับผลประกอบการถึงวันที่ 30 กันยายน (ประกาศงบ Q3)

      ดังนั้นค่า P/E Ratio ที่เราเห็นกัน จึงไม่ได้ตอบอนาคตของกิจการเลย ถ้าราคาเพิ่มขึ้นทุกวัน P/E Ratio ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะตัวหาร EPS ยังเป็นตัวเดิมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะประกาศผลประกอบการรอบถัดไป ถ้าประกาศผลประกอบการรอบถัดไป EPS เพิ่มขึ้น ตัวหารมากขึ้น P/E Ratio ก็จะลดลงทันที แต่ราคามีความคาดหวังขึ้นไปรอแล้ว ราคาจะขึ้นหรือลงหลังจากประกาศผลประกอบการ ไม่ได้อยู่ที่ P/E Ratio เป็นเท่าไหร่ หรือ EPS กำไรของกิจการเป็นเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ผลกำไร ออกมามากกว่า หรือน้อยกว่าที่นักลงทุนคาดหวัง 

        ให้ดูตัวอย่าง KTC ช่วงปี 2554-2555 จะเห็นว่าผลประกอบการของ ปี 2554 ขาดทุน EPS ติดลบ ทำให้ P/E Ratio คำนวณไม่ได้ หรือเป็นศูนย์ นั่นเอง แล้วกิจการก็เริ่มมีกำไรกลับมาในปี 2556 และ 2557



          ถ้าดูราคาหุ้นช่วงปี 2554-2555 จากกราฟจะเห็นว่า ราคาช่วง มกราคม-กุมภาพันธ์ 2555

          ราคาหุ้นยังวิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ภาพกราฟด้านล่างบริเวณด้านซ้าย) 
          P/E Ratio ก็ยังขึ้นต่อเนื่องเพราะใช้ EPS ในอดีตมาคำนวณในขณะที่ยังไม่มีการประกาศผลประกอบการออกมา เมื่อมีการประกาศผลประกอบการออกมา ในวันที่ 1 มีนาคม 2555 จะเห็นว่า P/E Ratio กลายเป็น ศูนย์ ไปเลยจาก EPS ติดลบขาดทุน แต่ราคายังขึ้นต่อ จาก 18 บาทไป 22 บาท ก็แสดงให้เห็นชัดว่าราคาที่ขึ้นไปนั้น ไปด้วยความคาดหวัง หรือข่าวดีที่ออกมาจะไม่ใช่การเติบโตของมูลค่ากิจการในระยะยาวแน่นอน





         ในที่สุดราคาก็ถอยลงจากการขายทำกำไร ราคาถอยลงมาจนถึงกลางเดือนมิถุนายน ราคาหยุดลง และราคาค่อยๆ ยกตัวขึ้น แม้ประกาศผล Q1/2555 และ Q2/2555 EPS ยังติดลบ P/E Ratio ยังเป็นศูนย์ แต่ราคาหุ้นก็ยังขึ้นไปด้วยความคาดหวัง จนไปถึง 32 บาทในเดือนพฤศจิกายน (ด้านขวาของกราฟ) ประกาศผล Q3/2555 EPS ก็ยังติดลบ P/E Ratio ยังเป็นศูนย์ แน่นอนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มไม่สมหวัง ขายทำกำไรออกมาราคาลงมาที่ 25 บาท


          ในช่วงเวลาเดือนธันวาคม 2555 ถึง กุมภาพันธ์ 2556 (กราฟด้านล่าง) ก็มีข้อมูลใหม่เข้ามาให้นักลงทุน หรือข่าวดีนั่นล่ะ ว่าภายในปี 2555 ผลประกอบการจะกลับมามีกำไร และจะมีอย่างนั้น มีอย่างนี้เกิดขึ้นในปี 2556 ราคาหุ้นก็ถูกไล่ซื้อด้วยความคาดหวังขึ้นจาก 25 บาทไปถึง 50 บาท ราคาวิ่งนำหน้าไปอีกแล้ว จนประกาศผล Q4/2555 ออกมา EPS +0.99 บาทต่อหุ้น P/E Ratio กลายเป็น 43.73 ทันที 

         นักลงทุนก็ตอบรับทันที ด้วยการเทขายออกมา แล้วปี 2556 ทั้งปีราคาก็เหวี่ยงขึ้นลงๆ ในกรอบราคาระหว่าง 31 บาท กับ 48 บาท ส่วน P/E Ratio ก็ปรับลดลง ทุกครั้งที่มีการประกาศผมประกอบการ เพราะกำไรต่อหุ้น EPS เพิ่มขึ้นในทุกๆ Quarter จนประกาศผล Q2/2556 ในเดือนสิงหาคม 2556 P/E Ratio กลายเป็น 9.88 และกลายเป็น 6 กว่าในเดือนธันวาคม 2556



          จากที่อธิบายมาทั้งหมด จะเห็นแล้วว่า ราคาหุ้นจะตอบสนองข่าวดีแล้วความคาดหวังในอนาคต แต่ P/E Ratio จะปรับตัวตามผลประกอบการจริงที่ผ่านมาแล้วในอดีต 

        การดูว่า P/E Ratio ตอนนี้สูงมากแล้วไม่น่าซื้อ เพราะราคามัน Overvalue อาจจะเป็นจริงในแง่ของการซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว แต่การใช้เทคนิคอลในการเก็งกำไรระยะสั้น P/E Ratio ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ในทางกลับกัน P/E Ratio แค่ 12-14 เท่าเอง ในช่วงต้นปี 2555 ของ KTC ที่ราคาก็ยังต่ำ และมีแนวโน้มจะวิ่งขึ้น ก็ไม่ได้บอกว่า ผลประกอบการจะออกมาเป็นอย่างไร

         การดู P/E Ratio เพียงขณะใดขณะหนึ่งจึงได้ประโยชน์ในการประกอบการตัดสินใจน้อยมาก เพราะถ้าจะนำมาประกอบในการพิจารณาร่วมกับกราฟเทคนิคอลแล้ว ต้องดูการเปลี่ยนแปลงของ P/E Ratio ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

          ในการลงทุนที่จะซื้อถือหุ้น Run Trend เราจะใช้กราฟในการมองหา กิจการที่มีพื้นฐานดี พร้อมจะเติบโตในอนาคต และมีราคาที่กำลังพักตัวออกข้าง วิ่งอยู่ในกรอบและพร้อมที่จะขยับวิ่ง Break Out ให้เราเข้าซื้อได้ตั้งแต่ต้น Trend 

           ดังนั้นถ้าเราพบว่า ราคาหุ้นออกข้างไปไปไหนนานๆ แล้วพบว่า P/E Ratio ลดลงในทุกครั้งที่มีการประกาศผลประกอบการ แสดงว่า กิจการมีกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุก Quarter แต่ราคายังไม่ไปไหนคือยังไม่มีใครให้ความสนใจ 
          ฮึๆๆ นี่มันเหมือนยิ่งกว่าเจอเพชรในโคลน อีก จะใช้ P/E Ratio กับเทคนิคอล ก็ให้มันเป็น ใช้แบบนี้  ... จะได้ รวย 5 เด้ง ...




Wave Riders Pui

.
.
.
.










วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Select Sector by Technical อยากรู้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนน่าลงทุนทำยังไง


ความรู้ด้านเทคนิคอล มีวิธีดูยังไงว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนน่าลงทุน ?


    โดน ถาม แบบนี้  .... คงต้องมี คำตอบ ให้ ....
     วิธีดูว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนน่าสนใจลงทุน มีวิธีทางเทคนิคอลง่ายๆ คือ เปิดดูกราฟ ของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นโดยตรงเลย 
      ตัวอย่างถ้าเราสนใจกลุ่ม Automotive เป็นอย่างไร ก็สามารถเรียกดูกราฟของ Auto Sector ได้เลย ตามตัวอย่างภาพด้านล่าง จะเห็นว่า Auto Sector ในขณะนี้ แท่งราคาเคลื่อนที่แกว่งตัวออกไปด้านข้าง แสดงว่า อยู่ในสภาพ Sideway ดังนั้นกลุ่มนี้จึงยังไม่น่าสนใจนัก




        หรือกลุ่มวัสดุก่อสร้าง CONMAT ก็จะเห็นดังภาพกราฟตัวอย่าง จะเห็นว่า กราฟของ CONMAT Sector เพิ่งจะขยับ New High ผ่านยอดสูงเดิมขึ้นมากได้ ก็แสดงว่า เริ่มเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ราคาหุ้นมาการขยับตัวน่าสนใจ 




       

        อย่างนี้แล้วเราสามารถทำกราฟของทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เก็บไว้ แล้วดูกราฟสัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้งก็สามารถเห็นความเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมได้ ทำให้เราไม่พลาดโอกาสดีๆ ในการลงทุน




Wave Riders Pui

.
.
.

















วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

IPO ไม่มีกราฟ จะเทรด ยังไง ....




มีคำถาม เข้าว่า.
หุ้น IPO ไม่มีกราฟ ให้ดู แล้วเด็กเทคนิค จะใช้อะไรเทรด ?
.
ฮ่าๆๆ. .. มันจะยากอะไร. ก็รอให้มันมีกราฟสิ แล้วค่อยเทรด
หุ้น IPO เข้าตลาดวันแรก ที่เด็กเทคนิค จะไม่เทรดเลย. คือ พวก ลง-เด้ง-ลง-เด้ง-ลง ล้ง ลง..
ที่จะเทรด มีแค่ 2 แบบ คือ ลาก-ตบ. กับ ตบ-ลาก.

อิอิ. ชอบแบบไหน กันครับ
..
แต่วันแรก มีแท่งกราฟ แท่งเดียว. งี้จะทำไงล่ะฮับ ?

ป่ะ!!!.. ปัญหา เยอะจริง. เปิด กราฟ 1 นาที หรือ 3 นาที ไปเลย (5 นาทีช้าไปนะ) แล้ว นั่งดูกราฟ ไปพร้อม ดู Volume กับ Bid-Offer ไปพร้อมกัน สัก. 15-30 นาที ...
มันก็มี กราฟให้ใช้เทรดแล้ว




พวก ลาก-ตบ. ก็จะได้เห็น กราฟ หน้าตาแบบ ภาพด้านบน ส่วนบน. เด้ง-พัก-เด้ง-พัก-เด้ง ตั้งแต่วันแรกเลย ส่วนจะลากกี่วัน ไม่รู้นะ. แล้วแต่ เจ้าพ่อเจ้าแม่. กับ เม่ามวลชน จะมีแรงมากแค่ไหน เม่ามวลชน เยอะ แรงเหลือเฟือ ก็ ดอยสูง หน่อย เขาจัดให้ได้..

ส่วนพวก. ตบ-ลาก. นี่ เม่ามวลชน เขาแลกของกันก่อน ขายทำกำไรกันแต่เปิดให้ เพื่อนเม่าที่อยากได้ของ เจ้าพ่อเจ้าแม่จะช่วยตบเบาๆ ให้ไหลลงสวยๆ ถ้าลงยังไม่ลึก ก็จะช่วยกระตุ้นให้ลงอีก พอราคาลงต่ำ ได้ราคาดี เจ้าพ่อเจ้าแม่ ก็เริ่มรับของตลอดทาง

ช่วงตรงนี้ ก็อาจใช้เวลา ครึ่งวัน ถึง 3 วัน โดยเฉลี่ย. แล้วแต่ สภาพอากาศ
แล้วจากนั้น. ฮุฮุ.... Kite Season เอาว่าวขึ้นฟ้า

ก่อนจะขึ้น จะเห็น Volume Dry แห้งสุดๆ นิ่งๆ ไม่มีซื้อขายมาก เจ้าพ่อเจ้าแม่ จะรอฤกษ์งามยามดี แล้วก็จุดประทัดก่อน ถ้าผู้ชมสนใจ ก็จะจุดพลุ ให้สัญญาณ เหิรฟ้า..
อาการกราฟ ก็จะเป็นแบบด้านบน ส่วนล่าง ..


มาดูตัวอย่าง ของจริงกันบ้าง  NDR วันแรก กราฟ 3 นาที  ....




มาแนว ตบ-ลาก-ตบ
ราคาถอยลง จากการขายทำกำไรก่อน (ราคาลงไปที่จุด A) แล้ว ถูกซื้อกลับขึ้นมา (ราคาเด้งจาก A มา B) แล่วราคาก็พักตัว  ไปจนถึง จุด C ราคาก็ระเบิด Volume เพิ่มขึ้น มีการซื้อขายกัน มากมายลากราคาวิ่งขึ้นไป อย่างแรง .... แล้วก็ถูกขายทำกำไร ลงมาในช่วงท้ายตลาด ก่อนปิดตลาด 15 นาที ลงแรง เพราะ แย่งกันขาย  ...  และนี่คือ กราฟ ที่เกิดขึ้น ภายใน 1 วัน ซึ่งเป็นวันแรกของ NDR เข้าตลาด

เห็นมะ ... มีกราฟ ก็ เทรดได้ แล้ว   .... บางคน ยังงง จะเทรด ยังไง   มาดู อีก ภาพ ด้านล่าง

เปิดตลาด แล้วราคาลง มาที่ จุด A (4.22 บาท) แล้ว ราคาเด้งกลับ ตรงนี้ ยังไม่ได้ทำอะไร เลย ราคาขึ้นไป ถึงจุด B 4.78 บาท ก็ไม่ทำอะไร  จากตรงนี้ หา ราคา ถอยลง ต่ำกว่า 4.22 บาท .... แปลว่า ลง แน่ๆ ไม่ต้องดูแล้ว ... จบกัน

แต่ราคาพักตัว .. ออกข้าง ถอย เล็กน้อย มาที่ จุด C 4.48 บาท   แล้วราคาระเบิดวิ่งขึ้นไป อย่างแรง จุดที่เป็น สัญญาณ ซื้อ ของเรา มี 2 ที่ คือ จุด B 4.78 บาท และ ราคาสูงสุดของวัน คือ 5.05 บาท

เราจึงเข้าซื้อเมื่อราคา ข้ามจุด B มาที่ 4.80 , 4.82, 4.84 ซื้อได้ ทุกราคา  แล้ว พอราคาลากข้าม 5.05 ก็ซื้อได้อีก ที่ 5.10, 5.15,  5.20 , 5.25 ก็ซื้อมันเข้าไป  ....

จังหวะตรงนี้ ห้ามไล่ราคา ถ้า ส่ง order แล้ว ไม่ได้ของ หรือ ของไม่ครบ  ซื้อได้ไม่เกิน 5 ช่อง offer ที่สูงกว่า แนว Break out  เช่น จาก จุด B 4.78 ก็ คือ 4.80, 4.82 , 4.84, 4.86, 4.88  แค่นั้น

จากนั้น เราก็ ตี Fibonacci Projection วัดเป้า โดยเทียบระยะ A-B แล้ว Projection จาก จุด C ขึ้นไป ได้ ระยะ Projection ที่  161.8% = 5.39 (5.40) , 261.8% = 5.95  , 423.6% = 6.85 และ 500% = 7.28

ราคาลาก ยาวขึ้นไป อย่างรุนแรงไปถึง แนว 500% =7.28 แล้ว ถอยลงจากแรงขาย อย่างรุนแรง

เราขายออก แถวๆ 6.6 - 7.0 บาท ตรงไหน ก็ได้  เพราะ ราคา ถอยอย่างแรง ท้ายตลาด ... จะมีคนขายทิ้งตาม และลงแรง











 

ในแง่ ของ เวลา Time Projection  เวลาจาก A-B  13 แท่ง .... Time Projection เราจากใช้ เวลาจาก C นับไป 13 แท่ง เป็น ช่วงเวลาที่ เหมาะสม ที่ควรขาย
ซึ่งก็คือ แท่ง ที่ราคา วิ่งชน แนว 500% 7.28 แล้ว ถอยลงมานั่นเอง



อยากเทรด. ก็ลองดูได้.
ไม่กล้า แต่มีเวลาว่าง ลองนั่งเปิดกราฟดูก็ได้. แต่ต้องดูพร้อม bid offer เห็นเขาโยนซ้ายโยนขวากันนะ ไม่งั้นจะไม่เร้าใจ



..
..
Wave Riders