Wave Riders Technical Course Online

Wave Riders Technical Course Online
เรียน Technical Course online สามาร click ที่ ภาพเลย

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เลือกหุ้น หุ่นดี ด้วย CANSLIM


เทคนิค CANSLIM คืออะไร?? คำถาม ลอยมาหา หลังจากมีหนังสือแปล เรื่องนี้ออกมา และมีหลายๆ คนพูดถึง ... ก็ขอตอบ อธิบายให้เข้าใจกัน

CANSLIM เป็นระบบวิธีการเลือกบริษัทในการซื้อหุ้นลงทุน คิดโดย William J. O'Neil เป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นประธานของหนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อ Investor’s Business Daily ด้วยวิธีของเขา ทำให้เขาสามารถทำเงินจากตลาดในช่วงปี 1953 ถึง 1990 ได้อย่างมหาศาล โดยมีการแบ่งเป็นประเด็นในการพิจารณาตามตัวอักษร มีทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่

C - Current quarterly earnings per share

เป็นการเปรียบเทียบกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ Quarter ปัจจุบันกับ Quarter เดียวกันของปีที่แล้ว เช่น ปัจจุบันเป็น Q1/2015 ก็เทียบกับ Q1/2014


A – Annual Earnings Growth

ดูการเติบโตของผลกำไรต่อเนื่องตลอด 5 ปีสุดท้าย ควรมีการสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 5 ปีสุดท้าย


N – New Product, New Management or New High

หมายถึง การมีสินค้าใหม่ บริการใหม่ หรือเทคโนโลยีใหม่ มานำเสนอให้กับลูกค้า หรือผู้บริหารใหม่ ทีมบริหารใหม่ ผู้ร่วมทุนรายใหม่ นโยบายการบริหารใหม่ หรือราคาทำ New High


S – Small Supply Large Demand Shares Outstanding

หมายถึง ปริมาณหุ้นที่มีให้ซื้อขายได้ในตลาด การที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดน้อย (Low Supply) เมื่อหุ้นมีความต้องการจากนักลงทุนมากขึ้น (High Demand) ราคาจะขยับเพิ่มขึ้นได้รวดเร็ว ดังนั้นหากเทียบหุ้น 2 บริษัท ที่มีสภาวะอื่นเหมือนกันทุกอย่าง ปริมาณหุ้นของกิจการที่มีน้อยกว่า จะมีโอกาสวิ่งเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วกว่า

L – Leader

เลือกหุ้นที่เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือมีสภาพแข็งแกร่งกว่าตลาด หรือหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน

I – Institutional Sponsorship

เลือกหุ้นที่มีกลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคาร กองทุนต่างชาติ หรือ Thai NVDR เหล่านี้ เข้ามาซื้อถือลงทุน

M – Market Decision

ทิศทางของตลาด เป็นสิ่งสำคัญอีกองค์ประกอบ ต่อให้ทุกอย่างดีหมด แต่ถ้าสภาพตลาดเริ่มเป็นขาลง หรือซึมเซาออกข้าง หรือขึ้นมาสูงมากจนไปต่อยากแล้ว นักลงทุนมีความกลัวกังวลในการเข้าซื้อหุ้น ก็อาจจะไม่ใช่จังหวะที่ดีในการเข้าซื้อหุ้นก็ได้


วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กราฟแท่งราคาอ้วนผอมตามปริมาณซื้อขาย - EquiVolume Chart

       เคยเขียน เรื่อง Volume  ก่อนหน้านี้ นานแล้ว แล้วก็ไม่ได้มี บทความเกี่ยวกับ Volume ออกมาอีกเลย   (แค่ดู Volume ได้ก็มันส์แล้ว  http://waveridersclub.blogspot.com/2011/05/volume.html )

       ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามี นักลงทุนให้ความสนใจ เรื่อง Volume กันมากขึ้น และมีหลักสูตร สอนเกี่ยวกับ Volume ให้เลือกเรียนกัน เยอะเลย ...​ดีครับ ... จะได้มีความรู้กันมากขึ้น  แต่การดู Volume เทียบกับ ราคา ก็ไม่ง่าย เพราะไม่มี Pattern ของ Volume ที่ชัดเจน แบบ Price Pattern
       การดู Volume จึงต้องดูประกอบกับ Price Chart คือ ต้องดูว่า แท่งราคา มี Spread (ความสูงของแท่งราคา) มากหรือน้อย และ ดูว่า Volume ของแท่งนั้น มาก หรือน้อย ซึ่งก็จะทำให้เกิด Combination ของแท่งราคาพร้อม Volume ออกมาเป็นแบบหลักๆ 4 แบบ คือ
        1. Price Spread  กว้าง  -  Volume มาก
        2. Price Spread  กว้าง  -  Volume น้อย
        3. Price Spread  แคบ -  Volume มาก
        4. Price Spread  แคบ  -  Volume น้อย

       แต่ใน ทฤษฎีเกี่ยวกับ Volume ไม่ว่าจะเป็นของโบราณ Wyckoff Method ของ Richard Wyckoff หรือ ระบบยุคใหม่ VSA - Volume Spread Analysis ของ Tom Williams หรือเทรดเดอร์ ที่มีชื่อเสียงด้ายการอ่าน Volume ในอดีตที่ผ่านมาอีกมากมาย ก็มักจะ แยก พฤติกรรมของ Price และ Volume ออกมาต่างหาก อีก 2 แบบ คือ   Buying Climax และ Selling Climax ที่จะเป็นแท่งราคาที่มี Volume มากมายผิดปกติแตกต่างจาก แท่งราคาอื่นๆ รอบข้าง อย่างเป็นได้ชัด ...
      และ แท่งราคา  Buying Climax และ Selling Climax นี้ล่ะ ที่จะเป็นแท่งราคาที่จะแสดงให้เราเห็นว่า แรงซื้อ และแรงขาย ของตลาดกำลังจะกลับทิศทางแล้ว
       Buying Climax  เป็นสภาวะราคาที่ มีการเขาไปไล่ซื้อหุ้นจำนวนมากๆ ของมวลชนในระยะเวลาอันรวดเร็ว และเป็นจุดที่รายใหญ่ จะขายของออกมาให้
       Selling Climax จะเจอในบริเวณใกล้จุดต่ำ ที่ราคาใกล้จะกลับตัวเป็นขาขึ้น แรงขายออกจนราคาลงมาลึก เมื่อเกิด Climax จะเป็นแนวราคาที่ รายใหญ่ รับซื้อไม่อั้น สิ่งที่เกิดตามมา คือ หลังจากเกิด Selling Climax ราคาแทบจะหยุดการลงทันที



       แต่การดู Volume กับ Price เทียบกันก็เป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องใช้การสังเกตุ และการตีความ ด้วยประสบการณ์ ในการเทรดจริง อีก พอสมควร ... ไม่ขอ อธิบาย ตรงนี้เยอะ เดี๋ยวจะผิดประเด็น ของบทความนี้ ...​ เอาเป็นว่า ...​ จะดีไหม ถ้าแท่งราคา มันอ้วนได้ ผอมได้ ตาม Volume ที่เกิดขึ้น ของแท่งราคา นั้นๆ  ...​ แท่งนี้ กิน Bid-Offerr เข้าไปเยอะ พุงกาง อ้วนเป็นตุ่ม เลย กับอีกแท่งนึง กิน Bid-Offer เข้าไปน้อยเหลือเกิน ก็จะผอมๆ  ...

     ด้วยแนวความคิดนี้  Richard W. Arms. Jr. ได้พัฒนา กราฟ EquiVolume ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นกราฟราคาที่สามารถแสดง ข้อมูล  2 มิติ ไว้ในแท่งเดียวกัน คือ บอกทั้ง ราคา และ Volume
     EquiVolume จะเป็นแท่งราคา สี่เหลี่ยมตันๆ ไม่มีหาง  ขอบบนของแท่ง คือ High Price  ขอบล่างของแท่ง คือ Low Price  ส่วนความกว้างของแท่งราคา บอก Volume  แต่จะไม่ได้บอก Volume เป็นตัวเลข แต่จะเป็นการสร้างกราฟ ให้เกิดการเปรียบเทียบขนาด ของ Volume แท่งล่าสุด กับ Volume ที่ผ่านทั้งหมดในอดีตย้อนหลังไป 4 เดือน ในการฟรายวัน Day Chart ก็ประมาณคร่าวๆ ย้อนหลังไป 100 แท่ง แล้วคำนวณ ออกมาเป็น สัดส่วน Volume ของแต่ละแท่ง เทียบกับ Volume ย้อนหลังทั้งหมด แล้ววาดออกมาเป็น แท่งราคาต่างๆ ที่มี ความอ้วนผอมแตกต่างกัน ไป

         สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จะสามารถเห็นกราฟ แล้วเข้าใจได้ ทันทีเลยว่า แท่งราคาไหน มี Volume มาก แท่งไหน Volume น้อย ... (ตามภาพกราฟ ตัวอย่างด้านล่าง)
.
ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก StockCharts.com
(http://stockcharts.com/school/doku.php?id=chart_school:chart_analysis:equivolume)




   

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เลือกหุ้นดีเข้า Watchlist มีวิธีอย่างไร

          ในความเป็นจริงมีวิธีทางเทคนิคอลมากมายที่สามารถแสดงให้เห็นว่าราคาหุ้นกำลังเป็น Trend ขาขึ้น และมีแนวโน้มว่าราคายังจะไปต่อได้อีก อย่างไรก็ตามขอยกตัวอย่างแนะนำวิธีการง่ายๆ แบบนี้

1.Trend Up 
          อย่างแรกเลยเราควรจะดูภาพใหญ่ว่า ราคาหุ้นในขณะนี้กำลังเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน พยายามมองหาหุ้นที่ราคาเป็นขาขึ้น และยังขยับตัวไม่มาใน Week Chart สิ่งที่แสดงว่าราคาหุ้นเป็นขาขึ้นก็คือ ราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย (Price Above EMA) หรือ MACD > 0
 (การใช้ EMA หรือ MACD ยืนยันว่าราคามีแนวโน้มเป็นขาขึ้น อธิบายโดยละเอียดไว้ใน หนังสือ “โต้คลื่นหุ้น...รู้ทันเทคนิค”)

2.Break Out Important Resistant 
          ในกราฟ Week Chart จะเห็นราคาย้อนหลังไป หลายเดือนทีเดียว มองหาหุ้นที่ราคาเพิ่งจะมีการวิ่งผ่านยอดสูงเดิมในอดีต (Break Out Last High) มาได้ไม่นาน หรือเพิ่งจะทะลุผ่าน แนวต้านที่มีนัยยะสำคัญ เช่น เป็นแนวต้านที่มีการทดสอบหลายครั้งในอดีต
(การวางแนวรับแนวต้าน อธิบายโดยละเอียดไว้ใน หนังสือ “โต้คลื่นหุ้น...เทคนิคทำกำไรทะลุฟ้า”)



          ภาพกราฟ Week Chart ของ TPIPL นี้แสดงให้เห็นว่า ราคาได้ขยับขึ้นมาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย และMACD > 0 เป็นการยืนยันแล้วว่า Price Trend Up และราคาได้มีการวิ่งทะลุผ่านแนวต้านในอดีตขึ้นไปได้ละกำลังพักตัวอยู่ แบบนี้ Save Chart เก็บเข้า Watch List ได้เลย

3. Day Chart Show Price Begin Trend 
          หลังจากได้กราฟภาพใหญ่มาแล้ว ก็มาดูกราฟ Day Chart ว่ามีอาการ Price Begin Trend รึยัง พยายามดูบ่อยๆ จนเห็นสัญญาณเกิดขึ้น คือ ราคามีการวิ่งขึ้นเข้าหาแนวต้าน พร้อมกับ DMI แสดงว่าราคาเริ่มมีการวิ่งขึ้นอย่างเป็น Trend น่าสนใจ คือ เส้น DI+ อยู่ด้านบน และเส้น ADX ขยับขึ้นมาอยู่ระหว่าง 20-30 แสดงว่า Price Begin Trend 
(การใช้งาน DMI อธิบายโดยละเอียดไว้ใน หนังสือ “โต้คลื่นหุ้น...เทคนิคทำกำไรทะลุฟ้า”)



         จากภาพกราฟ จะเห็นว่า TPIPL มีการขยับตัวขึ้นมาใกล้แนวต้านสีฟ้าแล้ว และ DI+ (เส้นสีเขียว) อยู่ด้านบน พร้อมกับ ADX (เส้นสีดำ) มาขยับอยู่ในพื้นที่สีเหลือง คือ 20-30 แล้ว เป็นอาการ ที่พร้อมออกตัวแล้ว ถ้าเห็นกราฟราคาหุ้นตัวไหนทำแบบนี้ ให้ เริ่มเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด และเตรียม Trading Plan พร้อม เช่น ถ้าราคาวิ่งข้ามแนวต้านสีฟ้าไปได้จะซื้อที่ราคาเท่าไร จะวาง Stop Loss ที่ราคาเท่าไร และจะซื้อกี่หุ้น อย่าลืมคำนวณด้วยว่า ถ้าโดน Stop Loss ขึ้นมาจริงๆ จะเสียเงินเท่าไร เป็นจำนวนเงินที่ยอมรับได้ไหมที่จะต้องเสียไป ถ้ายอมรับไม่ได้ ก็แสดงว่าซื้อหุ้นมากเกินไป ให้ลดจำนวนหุ้นที่จะซื้อลง

          ลองคัดเลือกหุ้นจาก กลุ่มอุตสาหกรรมก่อน แล้วมาเลือกหุ้นรายตัวด้วยกราฟ Week และกราฟ Day อีกที พยายามหาหุ้นให้ได้ตั้งแต่ยังไม่วิ่ง แค่ขยับตัวอยู่ในกรอบ เฝ้าดูไปเรื่อยๆ วิ่งขึ้นทะลุกรอบบนได้เมื่อไหร่ ก็จะได้เข้าซื้อตั้งแต่ต้น Trend

          วิธี เลือกหุ้น ที่จริงมันไม่ได้ยาก ... ในชีวิตจริง สิ่งที่ยาก คือ การ ห้ามใจตัวเอง ...
มีสติ อยู่ทุกขณะ  ...อย่าปล่อยให้ใจลอย หลุดไปกับความอยาก ตอนที่เห็นราคาหุ้น ตัวที่เราไม่ได้ทำการบ้านไว้  มันวิ่งขึ้นแรง ...  ...เพราะเข้าทีไร มันจะโดนทุกที  ...
.
Wave Riders Pui

.
.
.










วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

โต้คลื่นหุ้น .... เมาคลื่น ภาค 1

.    
.
     มักจะถูกถาม อยู่เรื่อยว่า นามปากกา Wave Riders แล้ว ทำไม ไม่ค่อย คุย เรื่อง คลื่น ให้ฟัง เลย
     อืม  .... นั่นสินะ    คิดอยู่นาน แล้ว ว่า จะคุย เรื่อง นี้ ให้ฟังดีไหม   .....
     .
      เรื่อง คลื่น เป็น เรื่อง ที่ยาก และ ซับซ้อนมากๆ   การจะ อธิบาย ให้ ฟัง แล้ว เข้าใจได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก .... หลายคน อยาก รู้เรื่อง คลื่น แล้ว ก็ไปเรียน ไป อ่าน ไปศึกษา กับ ใคร ต่อใคร ที่สอนๆ กันอยู่  ...
ที่เกิดขึ้น ตามมา คือ หลายคน ก็สอนไม่ หมด บางคน ก็ท่องตำราสอน ... คนสอนก็มึน คนเรียน ก็เมา  ...
..
   นับไปนับมา ผิด บ้าง ถูกบ้าง  ... แล้ว พอนับ ไม่ตรงกัน ก็ งง ถกเถียง ทะเลาะกัน วุ่นวายไปหมด .. ก็น่าปวดหัว ถึง ไม่ค่อยอยากคุย เรื่อง คลื่น เพราะไม่อยากไปเถียงกับใคร มันเสียเวลา  ...
..
    หลายคน นับ คลื่น จะนับ เอาให้ถูก จะนับ เอาให้เป๊ะ กลายเป็น เทพแห่งคลื่น  ..... ไม่ว่า กัน ครับ
ผม ก็เคยเป็น แบบนั้น ....
.
.   สุดท้าย เจอประโยค นึง ... ถามกลับมา ... นับคลื่นถูก กับ นับคลื่นไม่ถูก  ทำกำไร ต่างกันไหม ...
... มันก็ต่าง อยู่นะ    ... แต่ .... ไม่มากเท่าไหร่ ...  เรานับ เป็น Wave 3  เขานับ เป็น Wave C  ... สุดท้าย มันก็เข้า ที่เดียวกัน ขายทำกำไร ใกล้ๆ กัน ...
..
  เพื่อน รุ่นพี่ ก็ด่า  .... ปุย ... มึงจะนับ เอา เท่ หรือ มัน จะเทรด ทำกำไร  ..... อูย .... มัน จี๊ด.... ถึงใจเลย
...
เพราะ บางที่เรานับ คลื่น ไป จน ไปเอส จนโลภ จนคิดไป ว่า จะเอาให้สุดคลื่น  ทั้งที่จริงๆ แล้ว การเทรด ทำกำไร มันไม่อยู่ ที่การ ซื้อถือ ให้สุดคลื่น สักหน่อย  ....
..
 นั่น จึงเป็น 1 ในเหตุผล ที่ ไม่ค่อย คุย เรื่อง คลื่น ให้ฟังมากนัก ..
...
ก่อนจะ เริ่ม ทำความเข้าใจ เรื่อง คลื่น  ..
ขอ บอกไว้ก่อนว่า เรื่อง คลื่น เป็นการ นำหลักการ กฎ และ ข้อสังเกตุ หลายอย่างมาประกอบกัน สร้าง สมมุติฐาน ของการเคลื่อนที่ ของ ราคา ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต  (Trade Scenario)
บางขณะคาดการณ์ การเกิดของ ราคาในอนาคต ได้ มากมาย ถึง 7 8 9 แบบ  ซึ่ง มันมากเกินไป  (Too Much Alternation)  ไม่สามารถ เทรดได้  .... เพราะตลาด ผันผวน และ พักตัว
..
อาจจะต้องรอให้เวลาผ่านไป ราคาเคลื่อนที่ไป จน สามารถ ตัด รูปแบบ ต่างๆ ทั้งออกไปได้ จนเหลือ เพียง 2-3 แบบ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เท่านั้น ... จึง สามารถ นำ มาวาง Trading Strategy จัดแผนกลยุทธ์ในการเทรด ได้   ... เรียกว่า "ใช้การสงบ สยบ ความเคลื่อนไหว"
..
ดังนั้น การมองการเคลื่อนที่ของราคา ด้วย ทฤษฎีคลื่น  จึงไม่สามารถ ฟันธงได้ ทุกครั้งไปว่า ราคาในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นอย่างไร .... ราคา จะเฉยตัวตนของ คลื่น ที่แท้จริง ว่าเป็น คลื่นอะไร กันแน่ เมื่อราคาได้ผ่าน คลื่นนั้นไปแล้ว ถึง 2 ช่วงคลื่น
...
เรา จะรู้ว่า คลื่น 3 จบ แล้ว เมื่อ คลื่น 5 เกิดขึ้นแล้ว เราจะรู้ว่า  คลื่น 5 จบแล้ว เมื่อ คลื่น B เกิดขึ้นแล้ว
...
เรื่อง ของ คลื่น มันจึงเป็นการ บอก "ความน่าจะเป็น" (Probability) เท่านั้น ....
...
มา รู้จัก คลื่น กัน
...

[1] .. Motive Wave หรือ Impluse Wave 

จะเป็นการเคลื่อนที่ของราคา ที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแนวโน้มหลัก หรือ Large Trend จะประกอบด้วย 5 คลื่น ย่อยๆ   เวลาที่ Label จะใช้ตัวเลข 1-2-3-4-5 
.
โดยมีคลื่น 1, 3, 5 ที่เคลื่อนที่ ตาม Trend 
.
และคลื่น 2 และ 4 ที่เคลื่อนที่ สวนกัน Trend
..
เมื่อจบ Impulse Wave จะ ถดถอย ด้วย Corrective Wave 
ซึ่งจะมีองค์ ประกอบ มี 3 คลื่นย่อย หรือ 5 คลื่นย่อย หรืออาจมากกว่าก็ได้ เวลาที่ Label Wave จะใช้ตัวอักษร A-B-C -D-E หรือ W-X-Y-XX-Z ....



[2] . Impulse Wave จะเป็นขาลง Down Trend ก็ได้ 
ก็จะพบ เป็น 5 คลื่นย่อย ในขาลง และเมื่อครบก็จะ Rebound เป็น 3 คลื่นย่อย เป็นลง 1-2-3-4-5 แล้ว เด้งขึ้นเป็น A-B-C
..
ดังนั้น คลื่น 1,3 และ 5 เมื่อ อยู่ในทิศทางเดียวกับ Trend ก็แสดงว่า แต่ละคลื่น เป็น Impulse Wave แต่ละคลื่นก็จะมี 5 คลื่นย่อยภายใน ..
.
ส่วน คลื่น 2 และ 4 มีลักษณะ สวน Trend ทั้งคู่จึงเป็น Corrective Wave ดังนั้นคลื่นย่อยภายใน คลื่น 2 และคลื่น 4 ก็จะมีคลื่นย่อยเป็น 3 คลื่น หรือ 5 คลื่น ก็ได้ ...

..