Wave Riders Technical Course Online

Wave Riders Technical Course Online
เรียน Technical Course online สามาร click ที่ ภาพเลย

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วิกฤติเกิด รับมือยังไง


ลงทุนอย่างไร ในสภาวะวิกฤติ ... เป็นคำถามของใครหลายคน

      ในหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านสภาวะวิกฤติมาหลายต่อหลายครั้ง ... บ้างก็เป็นวิกฤติเศรษฐกิจจากต่างประเทศ บ้างก็เป็นวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยเอง บางครั้งก็มาจากภัยธรรมชาติ หรือการก่อวินาศกรรม และอีกหลายครั้งมากจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ในเหตุการณ์แต่ละครั้งมีผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และการลงทุนในประเทศ มีทั้งหนักเบา ระยะสั้นยาว แตกต่างกันไปตามแต่ละเหตุการณ์

      บางวิกฤติเป็นเหตุการณ์ที่ค่อยๆ เกิดสามารถคาดการณ์ผลกระทบได้ อาจจะไม่เกิดการตกใจเทขายกันรุนแรง แต่จะค่อยๆ ลงลึกยาวนาน ก่อนลงและระหว่างลงจะมีสัญญาณทางปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยทางเทคนิคเตือนให้เห็นก่อนล่วงหน้า และระหว่างทางเห็นระยะๆ ทำให้เราสามารถปรับพอร์ทการลงทุนได้ทัน




      แต่สภาวะวิกฤติที่เกิดเป็นข่าวร้าย แบบฉับพลันทันที มวลชนส่วนใหญ่ตกใจ และมีความกังวลราคาหุ้น ส่วนมากจะถดถอยลง รวดเร็วและรุนแรง จากการตกใจขาย ตอบรับกับข่าวร้ายทันที ในกรณีแบบนี้ สิ่งที่นักลงทุนเองจะต้องทำ คือ การมีสติ คิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ อาจจะต้องดูสภาพโดยรวมของตลาดด้วยว่าเป็นอย่างไร เป็นขาขึ้น หรือขาลง หรือยังไม่ทิศทางชัดเจน ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เตรียมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดตามมา หากสภาพตลาดเป็นขาขึ้นอยู่ การตกใจแบบนั้นจะส่งผลระยะสั้น ลงเร็วรุนแรง และจะเด้งกลับอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหุ้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เลย ราคาอาจลงน้อยมาก แต่ถ้าสภาพตลาดเป็นขาลงอยู่แล้ว หรือไม่ชัดเจนรอการตัดสินใจ ข่าวร้ายแบบนี้จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเทขายอย่างรุนแรง ลงลึก หรือเปิดกระโดดที่แนวรับถัดลงไปเลยก็ได้ แล้วเด้งกลับขึ้นมาจากแรงซื้อบางส่วน ซึ่งจะเด้งไม่แรงนัก และพร้อมจะลงต่อได้ด้วย

      ดังนั้นนักลงทุนเอง ต้องวิเคราะห์ แยกแยะเหตุการณ์ และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา อย่างมีสติ และมีวิจารณญาณอย่างดี ข้อมูล (Information) ต่างๆ ที่ได้รับมาในปัจจุบันค่อนข้างรวดเร็ว และขาดการตรวจสอบกลั่นกรอง โดยเฉพาะจาก Social Media ต่างๆ ที่แชร์ส่งต่อกันมา แนะนำให้ แยกข้อมูลออกเป็น 4 ประเภท คือ
 1. ความจริง (Facts)
 2.ความคิดเห็น หรือการคาดการณ์ (Comments or Forecasts)
 3. รายงานข่าว (News or Announcement)
 4. ข่าวลือ (Rumors)

      ความจริง (Facts)  เป็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ เช่น มีการปิดถนน ยึดสนามบิน ทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ หรือภัยธรรมชาติ กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร หรือการดำเนินธุรกิจ หรือการปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดิบ หรือเปลี่ยนแปลงค่าระวางเรือ Facts จะกระทบพื้นฐานของกิจการ หรือโดนผลประกอบการตรงๆ ก็จะทำให้ราคาหุ้นที่โดนกระทบตรงๆ ปรับตัวลงอย่างแรง แต่กิจการที่โดนกระทบทางอ้อมก็จะมีอาการตกใจลงด้วย

      ความคิดเห็นหรือการคาดการณ์ (Comments or Forecasts) จะเห็นบทวิเคราะห์ หรือการคาดการณ์อนาคตต่างๆ จากสถาบันทางเศรษฐกิจ การเงินต่างๆ หรือจากนักวิเคราะห์ นักวิชาการต่างๆ เช่น การคาดการณ์ยอดการส่งออกประจำปี หรือประเมินตัวเลข GDP ของประเทศ หรือความคิดเห็นจากนักวิชาการต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ข้อมูลเหล่านี้ ล้วนเป็นการคาดเดา อนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เอามาประกอบการตัดสินใจในแนวโน้มระยะยาวพอได้ แต่ไม่มีผลกระทบอะไรรุนแรง

      รายงานข่าว (News or Announcement) คือ รายงานผลประกอบการ หรือข่าวที่นำเสนอรายละเอียดเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว หลายครั้งราคาหุ้นมักจะเกิดการรับรู้ผลประกอบการไปก่อนหน้าแล้ว จนราคาขึ้นมา overvalue กลายเป็นว่า ข่าวดีมา แต่ราคาขึ้นนิดหน่อย หรือราคาลง หรือข่าวดีที่รายงานผลประกอบการออกมาดี แต่ตลาดรับรู้ผลซื้อขายกันไปหมดแล้ว หลังจากประกาศผลประกอบการออกมา ราคาก็จะขยับเพราะข่าวไม่มากแล้ว แต่ถ้าเป็นผลประกอบการเลวร้าย ก่อนประกาศผลจะราคาจะลงจากการคาดการณ์รอบหนึ่ง พอประกาศผลประกอบการออกมาว่าแย่จริงๆ ราคาก็จะโดนเทขายอีกรอบหนึ่ง หรือกรณีที่เป็นการแถลงข่าวที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโดยตรง เช่น ข่าวยุบสภา หรือปรับคณะรัฐมนตรี เป็นต้น ก็จะมีผลกับอารมณ์ตลาดโดยรวม

       สุดท้าย ข่าวลือ (Rumors) ข้อมูลพวกนี้ ส่วนมากจะมาตามสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่มีที่มาของแหล่งข่าว ส่งต่อๆ กันมา โดยที่คนส่งก็ไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เห็นในมือถืออ่านแล้วตกใจ ชอบใจ สะใจ ก็กดแชร์ออกไปเลย ข้อมูลพวกนี้กระจายรวดเร็ว แพร่ออกไปอย่างขาดสติ หลายครั้งข่าวลือพวกนี้ทำให้ราคาหุ้นโดนขายกดลงมาอย่างรุนแรง

       หากนักลงทุนควรประเมินว่า ข้อมูลที่ได้รับมาเป็นข้อมูลประเภทไหน มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวม หรือกระทบราคาหุ้นเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม หรือกระทบเฉพาะกิจการบางแห่งเท่านั้น หรือเป็นเพียงข่าวลือ ที่กระทบใจคน ไม่ได้มีผลกระทบต่อพื้นฐานของกิจการ อาจจะเป็นจังหวะที่ดี ที่นักลงทุนจะได้เข้าซื้อของดีราคาถูกก็ได้ ... แต่หากเพิ่งเข้าซื้อหุ้นบางตัวไป แล้วตลาดตกใจในข่าวจนราคาหุ้นที่เราเพิ่งซื้อจนราคาหลุดต่ำกว่า Stop Loss เราทำแผนไว้ก็ต้องทำตามวินัยขายทิ้งไปตามแผน แล้วค่อยใช้กราฟเทคนิคหาจังหวะดีๆ ใหม่อีกครั้ง ถ้าเป็นหุ้นที่ถือลงทุนมาพอสมควรแล้ว ก็พิจารณาผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากมีผลกระทบไม่ดีโดยตรง ก็ควรขายออกให้เร็ว มีผลกระทบบ้างจะทยอยขายทำกำไรไปบ้างก็ได้ไม่ว่ากัน หรือไม่มีผลกระทบเลยแต่ลดราคาลงมาให้เยอะจะซื้อเก็บเพิ่มก็ไม่มีใครว่ากัน ...

       ในสภาวะวิกฤติ มีโอกาสอยู่เสมอ รับทราบข้อมูลอะไรมาแล้ว ตั้งสติให้ดี อย่ามัวแต่ตกใจ หรือตื่นเต้นดีใจ แชร์ให้คนนั้นคนนี้ แต่ปล่อยจังหวะดีๆ ที่จะต้องซื้อหรือขาย ให้ผ่านเลยไปอย่าน่าเสียดาย....

 Wave Riders Pui


วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เลือกหุ้น หุ่นดี ด้วย CANSLIM


เทคนิค CANSLIM คืออะไร?? คำถาม ลอยมาหา หลังจากมีหนังสือแปล เรื่องนี้ออกมา และมีหลายๆ คนพูดถึง ... ก็ขอตอบ อธิบายให้เข้าใจกัน

CANSLIM เป็นระบบวิธีการเลือกบริษัทในการซื้อหุ้นลงทุน คิดโดย William J. O'Neil เป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นประธานของหนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อ Investor’s Business Daily ด้วยวิธีของเขา ทำให้เขาสามารถทำเงินจากตลาดในช่วงปี 1953 ถึง 1990 ได้อย่างมหาศาล โดยมีการแบ่งเป็นประเด็นในการพิจารณาตามตัวอักษร มีทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่

C - Current quarterly earnings per share

เป็นการเปรียบเทียบกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ Quarter ปัจจุบันกับ Quarter เดียวกันของปีที่แล้ว เช่น ปัจจุบันเป็น Q1/2015 ก็เทียบกับ Q1/2014


A – Annual Earnings Growth

ดูการเติบโตของผลกำไรต่อเนื่องตลอด 5 ปีสุดท้าย ควรมีการสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 5 ปีสุดท้าย


N – New Product, New Management or New High

หมายถึง การมีสินค้าใหม่ บริการใหม่ หรือเทคโนโลยีใหม่ มานำเสนอให้กับลูกค้า หรือผู้บริหารใหม่ ทีมบริหารใหม่ ผู้ร่วมทุนรายใหม่ นโยบายการบริหารใหม่ หรือราคาทำ New High


S – Small Supply Large Demand Shares Outstanding

หมายถึง ปริมาณหุ้นที่มีให้ซื้อขายได้ในตลาด การที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดน้อย (Low Supply) เมื่อหุ้นมีความต้องการจากนักลงทุนมากขึ้น (High Demand) ราคาจะขยับเพิ่มขึ้นได้รวดเร็ว ดังนั้นหากเทียบหุ้น 2 บริษัท ที่มีสภาวะอื่นเหมือนกันทุกอย่าง ปริมาณหุ้นของกิจการที่มีน้อยกว่า จะมีโอกาสวิ่งเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วกว่า

L – Leader

เลือกหุ้นที่เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือมีสภาพแข็งแกร่งกว่าตลาด หรือหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน

I – Institutional Sponsorship

เลือกหุ้นที่มีกลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคาร กองทุนต่างชาติ หรือ Thai NVDR เหล่านี้ เข้ามาซื้อถือลงทุน

M – Market Decision

ทิศทางของตลาด เป็นสิ่งสำคัญอีกองค์ประกอบ ต่อให้ทุกอย่างดีหมด แต่ถ้าสภาพตลาดเริ่มเป็นขาลง หรือซึมเซาออกข้าง หรือขึ้นมาสูงมากจนไปต่อยากแล้ว นักลงทุนมีความกลัวกังวลในการเข้าซื้อหุ้น ก็อาจจะไม่ใช่จังหวะที่ดีในการเข้าซื้อหุ้นก็ได้


วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กราฟแท่งราคาอ้วนผอมตามปริมาณซื้อขาย - EquiVolume Chart

       เคยเขียน เรื่อง Volume  ก่อนหน้านี้ นานแล้ว แล้วก็ไม่ได้มี บทความเกี่ยวกับ Volume ออกมาอีกเลย   (แค่ดู Volume ได้ก็มันส์แล้ว  http://waveridersclub.blogspot.com/2011/05/volume.html )

       ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามี นักลงทุนให้ความสนใจ เรื่อง Volume กันมากขึ้น และมีหลักสูตร สอนเกี่ยวกับ Volume ให้เลือกเรียนกัน เยอะเลย ...​ดีครับ ... จะได้มีความรู้กันมากขึ้น  แต่การดู Volume เทียบกับ ราคา ก็ไม่ง่าย เพราะไม่มี Pattern ของ Volume ที่ชัดเจน แบบ Price Pattern
       การดู Volume จึงต้องดูประกอบกับ Price Chart คือ ต้องดูว่า แท่งราคา มี Spread (ความสูงของแท่งราคา) มากหรือน้อย และ ดูว่า Volume ของแท่งนั้น มาก หรือน้อย ซึ่งก็จะทำให้เกิด Combination ของแท่งราคาพร้อม Volume ออกมาเป็นแบบหลักๆ 4 แบบ คือ
        1. Price Spread  กว้าง  -  Volume มาก
        2. Price Spread  กว้าง  -  Volume น้อย
        3. Price Spread  แคบ -  Volume มาก
        4. Price Spread  แคบ  -  Volume น้อย

       แต่ใน ทฤษฎีเกี่ยวกับ Volume ไม่ว่าจะเป็นของโบราณ Wyckoff Method ของ Richard Wyckoff หรือ ระบบยุคใหม่ VSA - Volume Spread Analysis ของ Tom Williams หรือเทรดเดอร์ ที่มีชื่อเสียงด้ายการอ่าน Volume ในอดีตที่ผ่านมาอีกมากมาย ก็มักจะ แยก พฤติกรรมของ Price และ Volume ออกมาต่างหาก อีก 2 แบบ คือ   Buying Climax และ Selling Climax ที่จะเป็นแท่งราคาที่มี Volume มากมายผิดปกติแตกต่างจาก แท่งราคาอื่นๆ รอบข้าง อย่างเป็นได้ชัด ...
      และ แท่งราคา  Buying Climax และ Selling Climax นี้ล่ะ ที่จะเป็นแท่งราคาที่จะแสดงให้เราเห็นว่า แรงซื้อ และแรงขาย ของตลาดกำลังจะกลับทิศทางแล้ว
       Buying Climax  เป็นสภาวะราคาที่ มีการเขาไปไล่ซื้อหุ้นจำนวนมากๆ ของมวลชนในระยะเวลาอันรวดเร็ว และเป็นจุดที่รายใหญ่ จะขายของออกมาให้
       Selling Climax จะเจอในบริเวณใกล้จุดต่ำ ที่ราคาใกล้จะกลับตัวเป็นขาขึ้น แรงขายออกจนราคาลงมาลึก เมื่อเกิด Climax จะเป็นแนวราคาที่ รายใหญ่ รับซื้อไม่อั้น สิ่งที่เกิดตามมา คือ หลังจากเกิด Selling Climax ราคาแทบจะหยุดการลงทันที



       แต่การดู Volume กับ Price เทียบกันก็เป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องใช้การสังเกตุ และการตีความ ด้วยประสบการณ์ ในการเทรดจริง อีก พอสมควร ... ไม่ขอ อธิบาย ตรงนี้เยอะ เดี๋ยวจะผิดประเด็น ของบทความนี้ ...​ เอาเป็นว่า ...​ จะดีไหม ถ้าแท่งราคา มันอ้วนได้ ผอมได้ ตาม Volume ที่เกิดขึ้น ของแท่งราคา นั้นๆ  ...​ แท่งนี้ กิน Bid-Offerr เข้าไปเยอะ พุงกาง อ้วนเป็นตุ่ม เลย กับอีกแท่งนึง กิน Bid-Offer เข้าไปน้อยเหลือเกิน ก็จะผอมๆ  ...

     ด้วยแนวความคิดนี้  Richard W. Arms. Jr. ได้พัฒนา กราฟ EquiVolume ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นกราฟราคาที่สามารถแสดง ข้อมูล  2 มิติ ไว้ในแท่งเดียวกัน คือ บอกทั้ง ราคา และ Volume
     EquiVolume จะเป็นแท่งราคา สี่เหลี่ยมตันๆ ไม่มีหาง  ขอบบนของแท่ง คือ High Price  ขอบล่างของแท่ง คือ Low Price  ส่วนความกว้างของแท่งราคา บอก Volume  แต่จะไม่ได้บอก Volume เป็นตัวเลข แต่จะเป็นการสร้างกราฟ ให้เกิดการเปรียบเทียบขนาด ของ Volume แท่งล่าสุด กับ Volume ที่ผ่านทั้งหมดในอดีตย้อนหลังไป 4 เดือน ในการฟรายวัน Day Chart ก็ประมาณคร่าวๆ ย้อนหลังไป 100 แท่ง แล้วคำนวณ ออกมาเป็น สัดส่วน Volume ของแต่ละแท่ง เทียบกับ Volume ย้อนหลังทั้งหมด แล้ววาดออกมาเป็น แท่งราคาต่างๆ ที่มี ความอ้วนผอมแตกต่างกัน ไป

         สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จะสามารถเห็นกราฟ แล้วเข้าใจได้ ทันทีเลยว่า แท่งราคาไหน มี Volume มาก แท่งไหน Volume น้อย ... (ตามภาพกราฟ ตัวอย่างด้านล่าง)
.
ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก StockCharts.com
(http://stockcharts.com/school/doku.php?id=chart_school:chart_analysis:equivolume)




   

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เลือกหุ้นดีเข้า Watchlist มีวิธีอย่างไร

          ในความเป็นจริงมีวิธีทางเทคนิคอลมากมายที่สามารถแสดงให้เห็นว่าราคาหุ้นกำลังเป็น Trend ขาขึ้น และมีแนวโน้มว่าราคายังจะไปต่อได้อีก อย่างไรก็ตามขอยกตัวอย่างแนะนำวิธีการง่ายๆ แบบนี้

1.Trend Up 
          อย่างแรกเลยเราควรจะดูภาพใหญ่ว่า ราคาหุ้นในขณะนี้กำลังเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน พยายามมองหาหุ้นที่ราคาเป็นขาขึ้น และยังขยับตัวไม่มาใน Week Chart สิ่งที่แสดงว่าราคาหุ้นเป็นขาขึ้นก็คือ ราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย (Price Above EMA) หรือ MACD > 0
 (การใช้ EMA หรือ MACD ยืนยันว่าราคามีแนวโน้มเป็นขาขึ้น อธิบายโดยละเอียดไว้ใน หนังสือ “โต้คลื่นหุ้น...รู้ทันเทคนิค”)

2.Break Out Important Resistant 
          ในกราฟ Week Chart จะเห็นราคาย้อนหลังไป หลายเดือนทีเดียว มองหาหุ้นที่ราคาเพิ่งจะมีการวิ่งผ่านยอดสูงเดิมในอดีต (Break Out Last High) มาได้ไม่นาน หรือเพิ่งจะทะลุผ่าน แนวต้านที่มีนัยยะสำคัญ เช่น เป็นแนวต้านที่มีการทดสอบหลายครั้งในอดีต
(การวางแนวรับแนวต้าน อธิบายโดยละเอียดไว้ใน หนังสือ “โต้คลื่นหุ้น...เทคนิคทำกำไรทะลุฟ้า”)



          ภาพกราฟ Week Chart ของ TPIPL นี้แสดงให้เห็นว่า ราคาได้ขยับขึ้นมาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย และMACD > 0 เป็นการยืนยันแล้วว่า Price Trend Up และราคาได้มีการวิ่งทะลุผ่านแนวต้านในอดีตขึ้นไปได้ละกำลังพักตัวอยู่ แบบนี้ Save Chart เก็บเข้า Watch List ได้เลย

3. Day Chart Show Price Begin Trend 
          หลังจากได้กราฟภาพใหญ่มาแล้ว ก็มาดูกราฟ Day Chart ว่ามีอาการ Price Begin Trend รึยัง พยายามดูบ่อยๆ จนเห็นสัญญาณเกิดขึ้น คือ ราคามีการวิ่งขึ้นเข้าหาแนวต้าน พร้อมกับ DMI แสดงว่าราคาเริ่มมีการวิ่งขึ้นอย่างเป็น Trend น่าสนใจ คือ เส้น DI+ อยู่ด้านบน และเส้น ADX ขยับขึ้นมาอยู่ระหว่าง 20-30 แสดงว่า Price Begin Trend 
(การใช้งาน DMI อธิบายโดยละเอียดไว้ใน หนังสือ “โต้คลื่นหุ้น...เทคนิคทำกำไรทะลุฟ้า”)



         จากภาพกราฟ จะเห็นว่า TPIPL มีการขยับตัวขึ้นมาใกล้แนวต้านสีฟ้าแล้ว และ DI+ (เส้นสีเขียว) อยู่ด้านบน พร้อมกับ ADX (เส้นสีดำ) มาขยับอยู่ในพื้นที่สีเหลือง คือ 20-30 แล้ว เป็นอาการ ที่พร้อมออกตัวแล้ว ถ้าเห็นกราฟราคาหุ้นตัวไหนทำแบบนี้ ให้ เริ่มเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด และเตรียม Trading Plan พร้อม เช่น ถ้าราคาวิ่งข้ามแนวต้านสีฟ้าไปได้จะซื้อที่ราคาเท่าไร จะวาง Stop Loss ที่ราคาเท่าไร และจะซื้อกี่หุ้น อย่าลืมคำนวณด้วยว่า ถ้าโดน Stop Loss ขึ้นมาจริงๆ จะเสียเงินเท่าไร เป็นจำนวนเงินที่ยอมรับได้ไหมที่จะต้องเสียไป ถ้ายอมรับไม่ได้ ก็แสดงว่าซื้อหุ้นมากเกินไป ให้ลดจำนวนหุ้นที่จะซื้อลง

          ลองคัดเลือกหุ้นจาก กลุ่มอุตสาหกรรมก่อน แล้วมาเลือกหุ้นรายตัวด้วยกราฟ Week และกราฟ Day อีกที พยายามหาหุ้นให้ได้ตั้งแต่ยังไม่วิ่ง แค่ขยับตัวอยู่ในกรอบ เฝ้าดูไปเรื่อยๆ วิ่งขึ้นทะลุกรอบบนได้เมื่อไหร่ ก็จะได้เข้าซื้อตั้งแต่ต้น Trend

          วิธี เลือกหุ้น ที่จริงมันไม่ได้ยาก ... ในชีวิตจริง สิ่งที่ยาก คือ การ ห้ามใจตัวเอง ...
มีสติ อยู่ทุกขณะ  ...อย่าปล่อยให้ใจลอย หลุดไปกับความอยาก ตอนที่เห็นราคาหุ้น ตัวที่เราไม่ได้ทำการบ้านไว้  มันวิ่งขึ้นแรง ...  ...เพราะเข้าทีไร มันจะโดนทุกที  ...
.
Wave Riders Pui

.
.
.