Wave Riders Technical Course Online

Wave Riders Technical Course Online
เรียน Technical Course online สามาร click ที่ ภาพเลย

วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Happy New Year 2013



บางทีชีวิตคนเรามันก็ไม่ได้ดั่งใจ ไปเสียทุกอย่าง ..... ทุกก้าวของชีวิต ล้วนแต่ต้องคิดตัดสินใจ อย่างไม่ประมาท และต้องพร้อมยอมรับในผลที่ตามมา ... 
 ถ้าได้ดังที่หวังไว้ ก็ถือว่าเท่าทุน ถ้าได้ผลดีกว่าที่คาดก็เป็นกำไรชีวิต
แต่ถ้ามัน เลวร้ายกว่าเดิม ก็ ถือว่า เป็นประสบการณ์ ที่ครั้งต่อไปจะไม่ผิดพลาดอีก
...
ชีวิตที่ก้าวเดินไป เราจึงต้องทบทวนตนเอง อยู่เสมอ ....
... อีกไม่นาน ปีนี้ก็จะผ่านไป ... ปีใหม่ก็จะเริ่มขึ้น ... 
ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา เพื่อก้าวสู่ปีใหม่ ที่ไม่ทำผิดพลาด ซ้ำเดิม กันดีกว่า ....




ถ้าใครถาม ผม ว่า คืนปีใหม่ จะทำอะไร จะไป Count Down ที่ไหน ...

... ขอตอบ ....

ถ้าไม่ได้ไป ต่างจังหวัด หรือ ต่างประเทศ ... 

ผมก็ทำเหมือนทุกๆ ปี ที่ทำมา ผม นั่งดูกราฟ หุ้น ข้ามปี ครับ ... 

Count Down ผมไม่นับ ... ผม Count Wave ....ข้ามปี ครับ .... 

พลุประทัด ผมไม่จุด ...​แต่ผมจุดพลัง กำลังใจให้ตัวเอง ... 

ผม เขียน เป้าหมาย ให้ตัวเอง ว่า ปีใหม่ นี้ ผมจะทำอะไรให้สำเร็จ 

จะแก้ไข อะไร ในตัวเอง.... 

นี่ล่ะ ปีใหม่ที่มีความหมาย ...​ 

...

สวัสดีปีใหม่ 2556 ครับ


Wave Riders Pui

.
.


วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Wave Riders ลุยเส้นทาง R3A - Part 2

..... "พี่ปุยครับ ... พี่ปุยครับ... ถึงแล้วครับ.."
ผมถูกปลุกจากการพักสายตาในขณะที่นั่งมาในรถ .. ใช่แล้วผมมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แล้ว น้องที่บริษัทขับรถไปรับผมที่บ้านแล้วมาส่งที่สนามบิน ... ที่จริงแล้วผมบอกแผนกธุรการไว้ว่า ให้จองแท๊กซี่ให้มารับผมที่บ้านตอนตีห้า วันที่ 31 ตุลาคม ด้วย ผมจะมาสนามบินฯ แต่พอถึงเวลา ตีห้า มีรถมาจอดหน้าบ้านแต่ไม่ใช่ แท๊กซี่ ดันกลายเป็นรถของบริษัท น้องที่แผนกธุรการขับมารับ ... ถามได้ความว่า "...เรียกแท๊กซี่ มันเปลืองเงิน..ผมขับมารับพี่ปุยไปส่งเองก็ได้ ไม่ลำบากเลย..."  .. เออ ..เอากับมันลูกน้องแต่ละคน...
..
ผมถึงสนามบิน ตีห้าครึ่ง ... ใช่แล้ว วันนี้ (31 ตุลาคม 2555) ผมมีกำหนดเดินทางไปกับคณะนักธุรกิจสมาคม The Boss เป็นการสัมนาจรสำรวจเส้นทาง R3A ... เรานัดกัน 6.30 น. ผมมาถึงเร็วเกินไป แต่ที่จริงแล้วตั้งใจเพราะจะมาทานมื้อเช้าที่นี่ ...
เวลาเช้าที่น่านอนแบบนี้ .. มีแต่กาแฟร้อนๆ โลโก้สีเขียวเท่านั้น ที่จะช่วยเราได้

..
6.30น. ถึงเวลานัดแล้ว เรานัดกัน ROW C เพื่อรอ Check-In การบินไทย TG130 ไปลงสนามบินแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ทริปนี้ ไปกัน 36 คน ... เป็นนักธุรกิจที่ผ่านการอบรมในหลักสูตร The Boss ของสถาบัน MPI ทั้งหมด
...
ถึงเวลาขึ้นเครื่องบินแล้ว .... ขึ้นไปนั่งบนเครื่องสักพักใหญ่ กัปตันก็แจ้งให้ทราบว่า จะ Delay Take Off เพราะการจราจรของสนามบินหนาแน่น ... กรรม ###!!  สนามบินนานาชาติของประเทศ.. เฮ้อ!!!
...
10.00 น. เรามาถึงท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงราย เรียบร้อย ... ทางคณะเตรียมรถตู้ไว้ให้ 4 คัน รับเราไปทานอาหารกลางวัน ที่ "ห้องอาหารครัวสุโขทัย"  ที่เจ้าของเป็นสาวสวย พี่น้องสองคน เป็นนักธุรกิจค้าขายอัญมณี และเครื่องประดับ ที่เดินทางร่วมมากับคณะของเราด้วย ...
ใครมีโอกาสไปเชียงราย ก็ลองแวะไปทานอาหาร นะครับ อาหารอร่อยมาก ร้านก็ตกแต่งสวยงาม เจ้าของก็น่ารักอัธยาศัยดีมาก ... สอบถามคุณชมพู่ หนึ่งในเจ้าของร้าน ว่าทำไมมาเปิดร้านอาหารที่นี่ ... ได้ความว่า ด้วยธุรกิจจะต้องเดินทาง ขึ้นลงเชียงราย ติดต่อซื้อพลอย ที่แม่สาย เป็นประจำ ก็เลยทำเกสเฮ้าส์ กับร้านอาหาร เอาไว้ใช้เองซะเลย ... ให้มันได้อย่างนี้สิ ...

13.00น. คณะของเรามีกำหนดเดินทาง ไปท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เพื่อชมท่าเรือพาณิชย์ขนถ่ายสินค้าแห่งใหม่บนชายฝั่งแม่น้ำโขง และฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานของท่าเรือ
เมื่อไปถึง ท่านผู้จัดการท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน และทีมงานก็รอรับคณะของเราอยู่แล้ว


... ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ตั้งอยู่บริเวณฝั่งขวาของปากแม่น้าสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีเนื้อที่ 387 ไร่ ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือแบบทางลาด 2 ระดับ จำนวน 2 ท่า ใช้สาหรับขนถ่ายสินค้าทั่วไป และท่าเทียบเรือแนวดิ่ง 1 ท่า สาหรับขนถ่ายสินค้าทั่วไปและตู้คอนเทนเนอร์


วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Wave Riders ลุย เส้นทาง R3A - Part 1

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ถึง 3 พฤศจิกายน 2555 ผมได้มีโอกาส ร่วมเดินทางไปกับคณะนักธุรกิจ ไปสำรวจเส้นทาง R3A ซึ่งจัดโดยสมาคม The Boss และ MPI เส้นทางเดินทาง จากฝั่งไทย(เชียงแสน-เชียงของ) เข้าสู่ลาว (ห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อเต็น-บ่อหาน) และเข้าสู่จีน (เมืองเชียงรุ่ง หรือจิ่งหง)

จากคำที่ว่า "อ่านตำราร้อยเล่ม หรือจะสู้เห็นด้วยตาเพียงครั้งเดียว" ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่เกิดกับผมในการเดินทางครั้งนี้ ในการเดินทางครั้งนี้ นอกจากจะได้เปิดมุมมองมากมาย ได้รับความรู้ประสพการณ์แล้ว ยังได้รับมิตรภาพดีๆ ของพี่น้องเพื่อนพ้องนักธุรกิจ ที่ไปด้วยกันอีกด้วย

จะค่อยๆ เล่าให้ฟัง เป็นตอนๆ ไปนะครับ ขอเริ่มอย่างนี้ก่อนละกัน ต้องเริ่มจาก ท่านผู้นำเติ้งเสี่ยวผิง

.....

เติ้งเสี่ยงผิง เชื่อว่า วิธีการสร้างสรรค์ให้สังคมนิยมจีนให้ทันสมัย และมีเศรษฐกิจเฟื่องฟู ได้กำหนดเป้าหมายยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนชาวจีน จาก "ขจัดความยากจน" ไปสู่ "พอมีพอกิน" และ "กินอิ่มนอนอุ่น" จนกระทั่งเจริญเติบโตขึ้นเป็น "สังคมที่มั่งคั่งรุ่งเรือง" ด้วยวิถีแนวคิด "ปลดปล่อยความคิด... ยึดติดความจริง"
จากทฤษฎี สู่การปฏิบัติ เติ้งเสี่ยงผิง ประกาศยุทธศาสตร์ สร้างความมั่งคั่งให้จีน 8 มณฑลตอนใต้มีเส้นทางออกสู่ทะเล ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลนั้น เส้นทาง "คุนมั่ง-กงลู่" จึงเกิดขึ้น คือเส้นทางจากคุนหมิง เชื่อมต่อถึงกรุงเทพฯ นั่นเอง จากเดิมนครคุนหมิง ที่มีสภาพเป็นทุ่งนาถูกพัฒนาในทุกมิติในด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความตื่นตัวคึกคัก จนกลายเป็นนครใหญ่ที่มั่งคั่งทางตอนใต้ของประเทศจีนอย่างก้าวกระโดด
การพัฒนาทางเศรษฐกิจให้กับมณฑลยูนนาน จากพื้นที่ปิด ที่ไม่มีทางออกทะเล สภาพภูมิประเทศที่ใช้ในการติดต่อเดินทางมาสู่ภาคตะวันออกของจีนสู่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ก็ล้วนเป็นภูเขาสูง เส้นทางทุรกันดารยากลำบากในการเดินทาง และทำการค้าอย่างมาก แต่มณฑลยุนนาน มีชายแดนติดกับ 3 ประเทศ ได้แก่  พม่า ลาว และ เวียดนาม ดังนั้นยุทธศาสตร์ การออกสู่ทะเล จึงถูกกำหนดขึ้น ทั้ง 3 ด้าน คือ
ออกมหาสมุทรอินเดียทางทิศตะวันตกเฉียงใต้โดยผ่านทางพม่า 
ออกมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือทางตะวันออกเฉียงใต้โดยผ่านทางเวียดนาม
และสุดท้าย ออกมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ โดยลงมาตรงๆ ผ่านประเทศไทย เลย 

โครงการเส้นทาง "คุนมั่ง-กงลู่" หรือ เส้นทาง R3A และ R3B จึงถูกผลักดันให้เกิดขึ้น โดยจีนเลือกประตูออกที่ จิ่งหง หรือ เชียงรุ่ง ชื่อเมืองแปลว่า เมืองแห่งรุ่งอรุณ หรือที่ชาวไทยรู้จักในชื่อ ดินแดนสิบสองปันนา นั่นเอง ทำไมถึงเลือกเมืองนี้ เพราะว่า

1. เป็นเมืองที่มีชนเผ่ามากมายอาศัยอยู่ และแต่ละเผ่า มีวัฒนธรรมท้องถิ่น ใกล้เคียงกับลาว ไทย และพม่า อย่างมาก เช่น ชนเผ่าไทลื้อ ที่มีประชากรมากที่สุดในเชียงรุ่ง มีประเพณีความคล้ายคลึงกับชาวไทยตอนเหนืออย่างมาก ภาษาพูดแทบจะคุยกันรู้เรื่องได้เลย แต่อักษรไทลื้อ กลับมีส่วนคล้ายกับอักษรพม่า มากกว่าเนื่องจากเคยถูกปกครองภายใต้อาณาจักรตองอู มาเป็นเวลานาน 

2. เชียงรุ่งเป็นเมืองที่ มีชายแดนติดต่อ ทั้ง พม่า และลาว
ดังนั้น ถนน R3 จึงออกจาก เชียงรุ่ง 2 ด้าน แล้วมาเข้าไทยที่ จังหวัดเชียงราย
R3A ออกจากเชียงรุ่ง ที่ บ่อหาน แล้วผ่านลาว มาออกจากลาวที่ แขวงห้วยทราย ข้ามแม่น้ำโขงเข้าไทยที่ อำเภอเชียงของ
R3B ออกจากเชียงรุ่งเข้าพม่า แล้วมาเข้าไทย ที่ อำเภอเชียงแสน 

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Resistant, Support - Part 2

จาก Part '1 ก็พอจะทำให้เห็นภาพของ การตีเส้นแนวนอน เพื่อเป็น แนวรองรับ และแนวต้านทาน กันบ้างแล้ว แต่หลายคนพอ ดูกราฟ แล้วจะลงมือตี ก็จะงง ว่า แล้วจะตีตรงไหน ... เอาล่ะครับ จะค่อยๆ เล่าให้ฟัง

  การตีเส้นแนวรับ แนวต้านไม่ใช่ว่าจะตีเส้นตรงไหนก็ได้ จะหลักในการตีเส้นแนวนอน เพื่อเป็นแนวรับแนวต้านมีอยู่ 3 วิธี

วิธีแรก :  ตีเส้นที่จุดกลับตัว

เป็นการตีเส้นแนวนอน ให้เป็นแนวรับที่จุดต่ำ (Low) หรือเป็นแนวต้านที่จุดสูง (High) โดยตีที่จุดกลับตัวของราคา ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้า แต่เชื่อเถอะคนที่ไม่เคยตีเส้น ไม่เคยดูกราฟ พอเห็นกราฟเข้าจริงๆ แล้วจะมึนงง เกิดคำถามทันที
  "ตีตรงไหนล่ะ? แล้วจุดกลับตัวมันเป็นยังไง? "

ขออธิบายแยกเป็นทีละอย่าง  เอา จุดกลับตัว (Reversal Point) ก่อน เพราะถ้าหาจุดกลับตัวไม่เจอก็ไม่รู้จะตีเส้นตรงไหน  เมื่อหุ้นขึ้น ก็มีการกลับตัวลง และเมื่อหุ้นลง ก็มีการกลับตัวขึ้น เราจะเห็นจุดกลับตัว ต่อเมื่อราคามันเปลี่ยนทิศ กลับตัวให้เราเห็นแล้วนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Resistant, Support - Part 1


Resistant , Support 

ชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้ บางคนอาจจะงงว่าคืออะไร แต่คนที่ใช้ Technical Analysis ในการดูกราฟหุ้น จะเข้าใจคำพื้นฐานที่ต้องรู้จักเหล่านี้ กันแทบทุกคน

Resistant คือ แนวต้านทาน หรือที่เรียกกันติดปากว่า "แนวต้าน" นั่นเอง

Support คือ แนวรองรับ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "แนวรับ"

แนวต้าน และ แนวรับ จะเป็นการตีเส้น ในแนวนอน (Horizontal Line) ไว้ที่ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง

แนวต้าน (Resistant) จะเป็นการตีเส้นแนวนอนไว้ด้านบน เหนือแท่งราคาขึ้นไป ตีเส้นไว้เพื่อเป็นแนวราคารอให้แท่งราคาวิ่งขึ้นไปทดสอบเส้นแนวต้าน ว่าจะผ่านขึ้นไปได้หรือไม่

หากผ่านขึ้นไปได้ ราคาของหุ้นนั้นก็จะวิ่งขึ้นต่อไป วิ่งขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไป

หากผ่านไม่ได้ แท่งราคาเกิดอาการชนเส้นแนวต้านแล้วถอยลงมา พักตัว แล้วลงไปเลย หรือเลี้ยวกลับขึ้นมาทดสอบแนวต้านอีกครั้งก็เป็นไปได้ แนวต้านบางแนวแข็งแกร่งมาก ราคาขึ้นมาชนแนวต้านแล้ว กระเด็นลงมา แล้วขึ้นไปทดสอบใหม่ แล้วหล่นลงมา อยู่ 3-4 รอบกว่าจะผ่านข้ามขึ้นไปได้



แนวรับ (Support) เป็นเส้นแนวนอนที่ตีไว้ด้านล่างต่ำกว่า แท่งราคา เพื่อเป็นแนวรองรับ ในเวลาที่ราคาหุ้นถอยลงมาทดสอบแนวรับ


หากราคาลงมาทดสอบแนวรับ ชนเส้นแล้วเด้งกลับขึ้นไปได้ ก็แสดงว่า "รับอยู่" ราคาหุ้นก็ยังมีโอกาสวิ่งขึ้นไปได้อีก



หากราคาลงมาทดสอบแล้ว ทะลุผ่านแนวรับลงไปได้ แสดงว่า ราคายืนแนวรับไม่ได้ ราคาหุันก็จะลงต่ำลงไป มุ่งหน้าไปทดสอบแนวรับถัดไป ในบางครั้งแนวรับแข็งแกร่งมาก ราคาลงมาชนแล้วเด้ง แล้วลงมาชนใหม่แล้วเด้งอยู่ 2-3 ครั้ง จนหมดแรง ราคาถึงจะลงหลุดเส้นลงไปได้


วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ฮวงจุ้ยในการลงทุน Feng Shui in Investment

หลายคนจะรับทราบว่า ผมใช้ Technical Analysis ในการลงทุน แต่ยังไม่ค่อยมีใคร รู้จักด้านอื่น
บทความนี้ขอฉีกแนว ออกจาก Technical Analysis และขอนำความรู้ด้านอื่น มานำเสนอกันบ้าง
ฮวงจุ้ย หรือ Feng Shui เป็น ศาสตร์ อีกด้าน ที่ ผม ได้เริ่มศึกษามานานมาก และได้ เริ่มศึกษาจริงจังเจาะลึกจริงๆ เป็นเวลาพร้อมๆ กับ ที่เริ่มศึกษา Technical Analysis .... มาทำความเข้าใจ กับ ฮวงจุ้ย กัน
..


เรื่อง ฮวงจุ้ย คืออะไร

          Feng Shui ฮวงจุ้ย หรือ ศัพท์ทางการใช้ ภูมิโหราศาสตร์ ... เป็นศาสตร์จีนโบราณที่มีมานานเป็นพันปี พบเห็นบันทึกในประวัติศาตร์จีน มาตั้งแต่สมัยก่อนยุคจักรพรรดิจิ๋นซี เสียอีก ความรู้ผ่านการบันทึกเล่าเรื่องต่อเติม จนเนื้อความรู้ที่แท้จริงกับความเชื่อ และเทคนิคในการช่วยจำของกูรูจากโบราณ สืบทอดมาถึงปัจจุบัน จนแยกแทบไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร คนทั่วไปฟังผ่านๆ ไม่ได้ศึกษา บ้างก็จะเชื่อไปอย่างงมงาย บ้างก็ไม่เชื่อถือ คิดว่ามันไร้เหตุผล บ้างก็สนใจเข้ามาศึกษา แต่เรียนรู้ไม่ครบถ้วนขาดๆ เกินๆ ก็นำไปใช้อย่างผิดๆ บ้างก็มี

          ที่จริงแล้ว ฮวงจุ้ยเอง เป็นศาสตร์ โบราณ ที่ว่าด้วยเรื่องชัยภูมิ ทิศทาง และกระแสพลัง ของลม น้ำ กระแสแม่เหล็กโลก ซึ่งมันก็คือ เรื่องของ ภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อม Geography and Environment ในแบบจีน หรือแบบเอเซีย นั่นเอง ซึ่งหลักการบางอย่าง ก็สอดคล้องและพิสูจน์ได้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ของแบบตะวันตก ซึ่งชาวจีน ศึกษาสิ่งเหล่านี้ และพบว่า มันมีผลกระทบถึง การดำเนินชีวิตของมนุษย์ และยังพบต่อไปอีกว่า ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน มนุษย์แต่ละคน เกิดผลสะท้อนที่แตกต่าง และ คนเดียวกัน อยู่ต่างสภาพแวดล้อมก็เกิดผลที่แตกต่าง ... โดยความเป็นจริงแล้ว มันความจะเป็น Random Event ที่เกิดแบบสุ่ม ไม่สามารถมีความสัมพันธ์อะไรได้ ... แต่ทว่าชาวจีนโบราณ กลับค้นพบความสัมพันธ์ ทางธรรมชาติ เหล่านี้ แล้ว แบ่งแยกทุกสิ่งในธรรมชาติ ออกเป็น 5 กลุ่ม เรียกออกเป็น 5 ธาตุ ได้แก่ ไฟ ดิน โลหะ(ทอง) น้ำ ไม้
และทั้ง 5 ธาตุ สัมพันธ์ กัน ทั้งในแง่ สร้างก่อเกิด หักล้าง และทำลาย กันเอง กลายเป็นโครงสร้าง พื้นฐานของ วงจร 5 ธาตุ และฝังรากลึกลงไปใน ศาสตร์ความรู้ของจีน แทบทุกแขนง 



      ในตำราจีนโบราณ มีตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า เมื่อโลกแรกกำเนิด ทุกอย่างรวมเป็นหนึ่งไม่มีการแบ่งแยก แล้วแยกออกเป็น หยิน-หยาง แต่ในหยางมีหยินในหยินยังมีหยาง ไม่แบ่งแยกถึงที่สุด จากนั้นแบ่งออกเป็น 5 ธาตุ สัมพันธ์ สร้างก่อกำเนิด หักล้าง และทะลาย กันเอง และในทั้ง 5 ธาตุ มีหยินหยาง จึงแตก 5 ธาตุ ออกเป็น 10 แบบ กลายเป็น 
     ไฟหยาง ไฟหยิน ดินหยาง ดินหยิน โลหะหยาง โลหะหยิน น้ำหยาง น้ำหยิน และ ไม้หยาง ไม้หยิน .
...
     เหล่านี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการศึกษาศาสตร์จีนโบราณ ความรู้ด้านฮวงจุ้ย การแพทย์จีนโบราณ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ การออกแบบที่พัก การออกแบบธุรกิจ การแต่งกาย และอื่นๆ อีกหลายอย่างมากมาย ที่เป็นของชาวจีน และสอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมของชาวจีน และเชื้อสายจีนในต่างแดน
..
       ในปัจจุบัน ชาวตะวันตก ได้ยอมรับ ศาสตร์ความรู้ด้านนี้ มากขึ้น ทุกวัน และนำไปใช้ ได้อย่างถูกต้องบนเหตุผล ที่พิสูจน์ ได้ โดยตัดความเชื่อที่ผิดๆ หลายอย่างออกไป และปรับใช้เข้ากับวิถีชีวิตในปัจจุบัน ..
.
      เช่น มีการใช้ฮวงจุ้ย เข้ามาดูว่า เจ้าของธุรกิจ เป็นคนธาตุใด มีโชคการเงินจากธาตุใด ธุรกิจที่ทำเป็นธาตุใด อาคารสำนักงาน ชื่อบริษัท โลโก้กิจการ สีประจำบริษัท ล้วนต้องทำให้สอดคล้องกับธาตุที่เป็นโชคการเงินของเจ้าของกิจการ .... รวมไปถึง ผู้บริหารระดับสูง ต้องมีธาตุชะตาสอดคล้องเกื้อหนุน กิจการให้ก้าวไปข้างหน้าได้ ไม่ได้เลือกแค่ว่าเป็นคนเก่งเท่านั้น ... หลายๆ องค์กรในปัจจุบัน ทำกันถึงขนาดนั้น ... ซึ่งเมื่อทำถูกต้องด้วยศาสตร์ ที่แท้จริง ผลที่ได้รับออกมา กลับสร้างการเติบโตให้กับองค์กรได้อย่างมากมาย.... ซึ่งเป็นเรื่องที่ ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ .... 
...
       แต่ศาสตร์ นี้ ในเมืองไทย ยังมีการเจือปน ความเชื่อที่งมงาย ไม่ปรับใช้ตามวิถีชีวิตในปัจจุบันอยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ เป็นที่น่าเสียใจ เพราะเมื่อนำไปใช้ ทั้งอย่างนั้น ทำให้ ไม่ได้ผลเต็มที่ และดูบ้าบอแปลกแยกจากสังคม สร้างความไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีเหตุผล ถูกมองเป็นไสยศาสตร์ไป ..
..
       เช่น บ้านเรา เจออะไรไม่ดี ก็ติดกระจก สะท้อน ทั้งที่ ในความเป็นจริงแล้ว มันวิธีอื่นอีก ตั้งแต่ ขจัดสิ่งไม่ดีออกไป ถ้าปรับเปลี่ยนสิ่งไม่ดีในแง่ฮวงจุ้ยออกไปจากบ้านไม่ได้ ก็ยังสามารถใช้วิธีอื่นอีก เช่น ใช้การกระตุ้น หลีกเลี่ยง เบี่ยงเบน แปลงธาตุ ลดทอน และสะท้อน 
       ซึ่งสะท้อน จะเป็นวิธีสุดท้ายของตำรา คือไม่มีวิธีอื่นแล้วค่อยใช้ แต่บ้านเรา เอามาใช้อย่างแรกเลย เพราะมันง่ายที่สุด ใช้ความรู้น้อยที่สุด เพราะการสะท้อนสิ่งไม่ดี มันเป็นการสะท้อนออกไป สิ่งไม่ดีนั้น ก็ถูกสะท้อนไปให้คนอื่น ก็เป็นการทำบาปกรรมให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว วิธีนี้จึงเป็นวิธีสุดท้าย ที่คนมีความรู้จริงจะใช้กัน ..
.
      คุยเรื่อง ฮวงจุ้ย ให้ฟังกันไปบ้างแล้ว พอรู้กันแล้วว่า มีการแบ่งธาตุ ออกเป็น 5 ธาตุ ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีองค์ประกอบของห้าธาตุ .... มาเข้าใจ ฮวงจุ้ย กับธุรกิจ  กันบ้าง
      ธุรกิจในปัจจุบัน มีการนำฮวงจุ้ย เข้าไป ปรับปรุงพัฒนา ออกแบบองค์กรกัน หลายแห่งมากขึ้น สิงค์โปร์ ฮ่องกง มาเก๊า ทั้งเมือง มองไปทางไหนก็มีสิ่งก่อสร้าง กิจการต่างๆ ที่ออกแบบกันด้วยหลักฮวงจุ้ยมาตั้งแต่แรก การออกแบบนั้น ไม่ได้ทำกันอย่างผิวเผิน แต่เขาจะดูกันตั้งแต่ประเภทของธุรกิจ เป็นธาตุอะไร ชื่อของกิจการ โลโก้ แบรนด์ สีประจำบริษัท สถานที่ตั้งของกิจการ รูปแบบอาคาร การตกแต่งภูมิทัศน์ การตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน แล้วยังลงรายละเอียดไปถึง ประตูทางเข้า การจัดพื้นที่ภายในที่ทำงาน หน่วยงานไหนอยู่ตรงไหน ผู้บริหารทำงานตรงไหน ห้องประชุม พื้นที่รับแขก และอื่นๆ ทั้งหมด อีกมากมายเพื่อให้สอดคล้องสัมพันธ์กันกับ ธาตุ และลักษณะของธุรกิจ  ในปัจจุบัน กิจการใหญ่ๆ ของไทยก็มีการนำฮวงจุ้ย ที่ถูกต้อง ถูกหลักมา ผสมผสานกับการออกแบบตกแต่ง ปรับปรุงกิจการกันให้เห็นมากขึ้นๆ ....




      ดังนั้น เรามาทำความรู้จัก ธุรกิจต่างๆ กันว่า ธุรกิจใด ถูกจัดเข้า กลุ่มธาตุใดบ้าง ..
..
ธาตุไฟ : เป็นธาตุที่บ่งบอกถึงพลังงาน แสงสว่าง ความโดดเด่น ความสุข 
ดังนั้น ธุรกิจ ที่เป็นธาตุไฟ ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ไอที เทคโนโลยี่ น้ำมัน ปิโตรเลี่ยม เกี่ยวกับแสงสว่าง สายการบิน การแสดง ธุรกิจบันเทิง คาสิโน เครื่องสำอางค์ ธุรกิจเกี่ยวกับเสริมสร้างความสวยงาม ไฟแนนเชี่ยล
.
ธาตุดิน : เป็นธาตุ ที่บ่งบอกถึงความสงบนิ่ง สมถะ มั่งคงและความไว้วางใจ 
ดังนั้น ธุรกิจธาตุดิน ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง ที่ดิน บ้าน ที่พักอาศัย เหมืองแร่ วัสดุก่อสร้าง เซรามิก หิน ของโบราณ งานศิลปะ ธุรกิจขายความน่าเชื่อถือ ประกันชีวิต ความปลอดภัย ธุรกิจสุขภาพ โรงพยาบาล ยา งานบริการ ให้คำปรึกษา โรงแรม
.
ธาตุโลหะ (ทอง) : เป็นธาตุที่สะท้อนความยุติธรรม ความแข็งแกร่ง 
ดังนั้น ธุรกิจธาตุโลหะ ได้แก่ ทหาร ตำรวจ กฎหมาย ทนายความ อาวุธ ทองคำ ธนาคาร โรงรับจำนำ ยานยนต์ การผลิตเกี่ยวกับโลหะ เหล็ก วิศวกรรม การผลิตชิ้นส่วนอิเล็คโทรนิคส์ คอมพิวเตอร์ หรือชิ้นส่วนสินค้า ที่มีองค์ประกอบของโลหะ
.
ธาตุน้ำ : เป็นธาตุ ที่ให้ความรู้สึก หม่นหมอง ลึกลับ และเคลื่อนไหว 
ดังนั้น ธุรกิจธาตุน้ำ ได้แก่ การท่องเที่ยว การขนส่ง โลจิสติกต์ การสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ประมง เครื่องดื่ม กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ การทำความสะอาด ซักรีด จัดหางาน
.
ธาตุไม้ : เป็นธาตุ ที่แสดงความคิดสร้างสรรค์ อ่อนไหว อารมณ์ 
ดังนั้น ธุรกิจ ธาตุไม้ ได้แก่ เกษตรกรรม เพราะปลูก ธุรกิจที่เกี่ยวกับไม้ สินค้าที่เป็นไม้ เฟอร์นิเจอร์ การออกแบบ ตกแต่ง ออกแบบบ้านอาคาร ตกแต่งภายใน งานประดิษฐ์คิดค้น วิจัย นวตกรรม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผ้า เครื่องนุ่งห่ม ออกแบบเสื้อผ้า สิ่งพิมพ์ โรงเรียน ธุรกิจเกี่ยวกับการสอน
..
   แต่การออกแบบด้านฮวงจุ้ยนั้น จะเน้นการออกแบบให้มีความสมดุลทั้ง 5 ธาตุ ไม่หนักไปใน ธาตุใดธาตุหนึ่ง และทั้ง 5 ธาตุ จะต้องสอดคล้องสนับสนุน ธาตุของธุรกิจ ให้มีความมั่งคง รุ่งเรือง .
.
.. ดังนั้น ผู้ที่มีความรู้ในด้านนี้อย่างลึกซึ้งและมีประสบการณ์ มากเพียงพอ จึงจะสามารถแนะนำ และออกแบบการหมุนเวียนของพลังทั้ง 5 ธาตุได้เป็นอย่างดี ...
.
    หากจะใช้ ฮวงจุ้ยในการออกแบบที่พักอาศัย หรือกิจการ ควรขอรับคำปรึกษาตั้งแต่การออกแบบเริ่มต้น  ก่อนที่จะก่อสร้างเป็นดีที่สุด แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เริ่มสร้างทำ ไปก่อนแล้ว หรือ สำเร็จเสร็จแล้ว ค่อยเชิญ ซินแซ มาดู เราก็จะเจอคำแนะนำ ที่ต้องทุบนั่นย้ายนี่ อยู่บ่อยๆ 
.
    ซึ่งหาก เราต้องซื้อที่พัก หรือเช่าพื้นที่ทำที่ทำงาน ที่สร้างสำเร็จแล้ว ก็ควรขอคำปรึกษาด้านฮวงจุ้ยตั้งแต่ก่อนซื้อ จะดีกว่า ....
.
คุยกันไว้เพียงเท่านี้ แล้วจะมาเล่าให้ฟังใหม่ ครับ


Wave Riders Pui






<--- Previous :  Cut Loss Alert..!!!
---> Next :. Resistant, Support - Part 1

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

Cut Loss Alert..!!!

      " Do not put the order if you do not have Cut Loss.."
 
    สิ่งสำคัญในการลงทุน ในตลาดหุ้น คือ สิ่งนี้เอง ... Cut Loss หรือ Stop Loss
    เพราะมีเพียง Cut Loss เท่านั้น ที่หยุด ขาดทุน ได้ 100% ...
    เพราะมีเพียง Cut Loss เท่านั้น ที่ ทำให้สีแดง หายไปจากพอร์ท ของเรา....
    (... สีแดง Cut Loss ให้หมด เหลือไว้ แต่ หุ้นสีเขียว ให้ มัน Let Profit Run..)
..
  ..  นักลงทุนบางคนทำไม่ได้  เห็นสีเขียวเป็นอยากขาย เห็นสีแดง หยุด ทันที...  แล้วพอร์ท ก็มีแต่สีแดง สะสมไว้เป็น collection เต็มไปหมด .... เคยเห็นพอร์ทบางคน สะสมไว้เกือบจะทุกกลุ่มธุรกิจ ในตลาดฯ แดงไปหมด ....
..
 ทำไมเป็นงั้นไปได้
..
   ปัญหาอย่างแรก คือ เข้าซื้อหุ้นโดยที่ไม่มีแผนการลงทุน ซื้อตามอารมณ์ ความรู้สึก  ไม่มีแผนรองรับ ว่า ถ้าหุ้นขึ้น จะทำยังไง ถ้าหุ้นลงจะทำยังไง ... พอถึงเวลา หุ้นวิ่งขึ้นแรงๆ จริงก็มือไม้ปั่นป่วน ไม่รู้จะขายตรงไหน หรือเวลาหุ้นตก ราคาหล่นลงมา ก็จิตตก สติหลุด ไม่รู้จะทำยังไง....

... ปัญหาอย่างนี้ แก้ไม่ยาก เคยคุยกันไปแล้ว ว่าต้อง 'เขียน'  Trading Plan หรือแผนการลงทุน ให้ชัดเจน แล้วยึดตามแผนนั้น ...

... ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนแนวไหน จะถือหุ้นด้วยปันผล หรือเน้นหุ้นเติบโตมีมูลค่าเพิ่มในอนาคต หรือจะคอเทคนิค เล่นเข้าออกเป็นรอบ หรือจะเล่นสั้นวันเดียวจบ ก็ต้องมีแผนการทั้งนั้น ... ไม่อย่างนั้น ไม่มีทางทำกำไรได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

... นักลงทุนเน้นพื้นฐาน จะซื้อหุ้น ด้วยอะไร ก็ทำแผนไว้ P/E เท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่  ROE ยังไง แล้วจะไม่ถือหุ้นตัวนั้นต่อไปเมื่อเกิดอะไรขึ้น หรือเช่น เมื่อหุ้นมีราคาถึง มูลค่าแท้จริง ก็ขาย ก็ สามารถนำมาเขียนแผนการลงทุนเก็บไว้ได้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปเราจะได้ไม่ลืมว่าเราซื้อหุ้นนี้ ด้วยเหตุผลอะไร และ จะไม่ถือหุ้นนี้ต่อไป ด้วยปัจจัยอะไรบ้าง

...  ส่วนนักลงทุน เทคนิค ยิ่งต้องเขียน Trading Plan ให้ชัดเลยว่า จะซื้อหุ้นตัวที่เราสนใจ ด้วยสัญญาณเทคนิคอะไร แล้ว ราคาเป็นเท่าไหร่ หรือ เกิดสัญญาณเทคนิคอะไร แล้วเราจะขาย Cut Loss หรือ จะขายทำกำไรตรงไหน ก็คือจากราคาที่ซื้อ แล้วถ้าราคาถอยลง จะขายทิ้งตรงไหน ... ต้องเขียนให้ชัด ก่อนที่จะส่งคำสั่งซื้อ ... เพราะหลังจากเราซื้อได้ แล้ว 2 นาที ถัดไปราคาไหลลงเลยก็เป็นไปได้ ถ้าเราไม่เขียนอะไรไว้ ตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว 

... ปัญหา ของนักลงทุน ที่เขียน Trading Plan ที่ตามมาคือ "... ไม่มีเวลาดูราคาหุ้น ตลอดเวลา.."  
ใครมันจะมีเวลาว่างดูราคาหุ้นทั้งวัน ... มีงานการ ต้องทำ มีกิจวัตร ประจำวัน ต้องทำ กันทั้งนั้น ...
ถ้าจะเป็นนักลงทุน แล้วโดน มัดติดเก้าอี้ ทั้งวัน ต้องคอยเฝ้าหุ้นทั้งวัน มันจะมีอิสระตรงไหน ....
หรือ คนทำงาน จะประชุมกับเจ้านาย หรือไปพบลูกค้า หรือเดินทาง ไม่สะดวกดูราคาหุ้น จะทำยังไง 
ใช้ มาร์ เหรอ ... ประชุมกับลูกค้า หรือกับเจ้านายอยู่ แล้วหุ้นตก มาร์ โทรมา คุณจะคุยกับมาร์ สั่งขายตอนนั้นได้เหรอ ...ตกงานพอดี กัน...
บางคนบอกว่า ไม่หรอก เรามี Streaming ดูบน iPhone ได้ มี App ดูราคาหุ้นบนมือถือได้ ... ไม่เถียงครับ แต่มันก็ต้องมาคอยเปิดดูราคาใช่ไหม... แล้วจะมีสมาธิทำงาน ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ยังไงกัน... ทำงานไป ประชุมไป แอบดูราคาหุ้นไป อย่างงั้นเหรอ มันไม่ได้หรอก .... 

ทางออกหนึ่งที่ หลายคนใช้กัน  แต่หลายคนไม่เคยใช้ หรือไม่เคยรู้ว่ามันมีให้ใช้. ....
นั่นคือ ... บริการ SMS Alert ของ SETTRADE.COM.  

ทันทีที่ราคาหุ้น วิ่งขึ้นหรือลง ถึงราคาที่เราตั้งเงื่อนไขไว้ SETTRADE.COM จะยิง SMS แจ้งเข้ามือถือของเราทันที ด้วย ค่าบริการครั้งละ 3 บาท ต่อ ข้อความ 

หลังจาก มือถือคุณสั่น ในห้องประชุม คุณจะเนียนๆ ขอไปเข้าห้องน้ำ มันก็ดูไม่น่าเกลียด ใช่ไหมล่ะ .... ฮ่าๆๆๆๆ

.... 
มาดู วิธีการกัน .....
ขั้นแรก ก็ต้องสมัครสมาชิก SETTRADE.COM ก่อน ขั้นตอนนี้ ขอข้ามไป เพราะมันไม่ยากอะไร คุณ สมัครกันเองได้อยู่แล้ว เข้า www.settrade.com แล้วก็สมัครสมาชิก แล้วก็กรอกข้อมูลเข้าไป ก็เสร็จแล้ว 


ขั้นต่อมา เมื่อเราเป็นสมาชิกเรียบร้อยก็ Log In เข้าหน้าสมาชิก กันเลย




เมื่อเข้าหน้าสมาชิกแล้ว ก็เลื่อน ลงมาหา หัวข้อ SMS Alert ตามภาพ ก็กด คลิก เข้าไปเลย 



 ก็จะเข้าสู่หน้าจอการตั้งเงื่อนไข ส่วนบนจะเป็นการตั้ง เลขมือถือที่เราต้องการให้ส่งข้อความเตือน ก็ เลือกเครือข่าย แล้วก็ใส่เลขมือถือเข้าไป ง่ายๆ 




 ส่วนตรงกลางก็เป็น การตั้งเงื่อนไข ซึ่งสามารถ ตั้งให้ส่งข้อมูลของตลาดได้หลากหลาย เช่น  ราคาปิดราคาเปิด Top gain , Top Loss , ...ขอผ่านหัวข้อพวกนี้ไป เปลืองเงินไม่ต้องส่งมาให้ดู เปิด streaming ก็รู้ข้อมูลแล้ว






มาดูหัวข้อถัดไปเลย ตามภาพด้านล่างจะเห็นว่า สามารถใส่ เงื่อนไข ชื่อหุ้น ราคาหุ้น และเงื่อนไขราคา "มากกว่าเท่ากับ" หรือ "น้อยกว่าเท่ากับ" และราคาที่จะเตือน ... ใส่เสร็จ ก็กด ที่ "ตกลง" 
ก็เรียบร้อย ได้เงื่อนไข ไปปรากฎ ที่ ด้านล่าง
เช่น ภาพด้านล่าง ต้องการเตือน ว่า BGH ถ้าราคาวิ่งมาถึง 102 บาท ให้ส่ง SMS มาเตือน


.
   ก็จะได้เงื่อนไขปรากฎขึ้นมา ดังภาพด้านล่าง เท่านี้ ก็สบายใจได้ รอ มือถือร้อง เท่านั้น ไม่ต้องเฝ้าราคาแล้วล่ะ
.



เรายังสามารถ ใส่เงื่อนไข ราคาให้หุ้นตัวเดียวกันได้หลาย รายการด้วย
เช่น ผมมี แนวรับ แนวต้าน ของ ADVANC ที่ 214 และ 200 บาท ถ้า ADVANC มากกว่า 214 บาท มองว่าน่าจะผ่านแนวต้าน จะซื้อเพิ่ม และ ถ้า ADVANC ราคาลงต่ำกว่า 200 บาท ก็จะขาย Cut Loss 
ก็ตั้งเตือนไว้ทั้ง แนวข้างบน และข้างล่างได้เลย 



.
   ในกรณี ที่ เรา ต้องการ แก้ไข รายการไหน ก็ สามารถ คลิก ถูก ที่ช่องท้ายรายการนั้น แล้ว คลิก "แก้ไข" เพื่อ เปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ได้

หรือ ถ้าไม่ต้องการใช้รายการนั้นแล้ว ก็ลบ ออกไป เพราะว่า ถ้าไม่ลบออก แล้วรายการมันยังเป็นจริงอยู่ SMS ก็จะส่ง ให้ทุกวัน มันเสียเงินโดยใช่เหตุ 
ดังนั้น รายการไหน ไม่ใช้แล้ว ลบทิ้งไปซะ โดยคลิก ถูก ที่ช่องท้ายรายการ แล้ว คลิก "ลบรายการ"  

.


รายการ ที่เราตั้งไว้ เมื่อ มัน เป็นจริงขึ้นมา เราก็จะได้รับ SMS  เตือน ทางมือถือ .. อย่างตัวอย่างด้านล่าง

... ง่ายไหมล่ะ 




ชีวิต นักลงทุน อย่างเราๆ จะง่ายขึ้นทันที เพราะว่า เราเขียน Trading Plan แล้ว ว่า เงื่อนไขที่ จะซื้อที่ราคาเท่าไหร่ และขายที่ราคาเท่าไหร่  ก็ใส่เงื่อนไขราคาเข้าไป หลังจากนัั้น เราจะไปทำกิจกรรม การงาน อะไร ก็ได้    ....​  มือถือร้อง หรือสั่นเมื่อไหร่ ก็ถึงเวลาทำงานละ
.
.
ขอขอบคุณ​ SETTRADE.COM ที่สร้างระบบดีๆ มาให้ใช้งาน ...​ทำให้ชีวิต นักโต้คลื่นอย่างผม ง่ายขึ้นจริงๆ ....


.

ปุกปุย




<--- Previous :  ความเสี่ยงจำกัด ...ผลตอบแทนไม่จำกัด

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

2012-08-29 SET50 พักตัว

ไม่ขออธิบายอะไรมาก มุมมองต่อ SET50 ในขณะนี้ มีโอกาสพักตัวได้เยอะ ...
จึงยังไม่ควรรีบเข้าซื้อหุ้นที่ราคาถอยลงมา ... แต่ให้จับตาหุ้นดีๆ ไว้รอโอกาส อันเหมาะสม 
ให้ลงให้สะเด็ดน้ำก่อน ค่อยซื้อ ใจเย็นๆ



2012-08-29 SET50 day

ตก Trend Line แล้ว ... ควรระวังไว้

MACD 4Red ตั้งแต่ เปิด ตลาดบ่าย

STochastic ถอยลงมาแค่ครึ่งทาง ... ยังลงได้อีก

Fibonacci ยังถอยไม่ถึง แนว 38.2 ... อาการสาหัส เกินบรรยาย


ไม่รู้อนาคตว่าลงลึกแค่ไหน แต่มั่นใจว่ายังไม่ขึ้นง่ายๆ แน่นอน



ปุกปุย


"""








วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันหยุดว่างๆ หาหนังดู มันส์

ในวันหยุด เยี่ยงนี้ ... บางทีพักผ่อนอยู่บ้าน ดูหนัง มันส์ กับ กาแฟ ร้อนๆ หอมกรุ่นสักแก้ว ก็ทำให้ สบายใจได้ดีเช่นกัน
....
เป็น เทรดเดอร์ ทั้งที จะหาหนังดู มันก็ต้องคู่ควรกัน หน่อย หลังจากค้นใน อากู๋ แล้ว เจอ เรื่องเด็ด เข้าให้แล้ว
เอามารวบรวมไว้เป็น Play List ให้ดูกันเพลิน ๆ

Million Dollar Trader

เรื่องนี้ ถึงจะแค่ สอง ชั่วโมงกว่า แต่มันส์ คับแน่นด้วย อารมณ์ ความรู้สึก โลภ กลัว กดดัน ของ เหล่า Traders มือใหม่


Links for PC
http://www.youtube.com/playlist?list=PLC051CC627978B92C


Links for Mobile :
http://m.youtube.com/#/playlist?list=PLC051CC627978B92C



ดูหนัง เสร็จแล้ว กลับมาย้อนดูตัว ... เคยทำอะไรพลาด แบบในหนังไหม ....
นำมาเป็นข้อคิด ปรับปรุง การเทรด และลงทุน ของตนเอง ต่อไป

ขอให้สนุก กับการรับชม นะครับ ....

ปุกปุย 





วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความเสี่ยงจำกัด... ผลตอบแทนไม่จำกัด

     ในโลกของการลงทุน เรามักได้ยินเสมอมาว่า "การลงทุนมีความเสี่ยง" ... แต่การลงทุนก็ให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนบางคนอย่างมากมาย และเหมือนจะง่ายดาย ... ทำให้หลายคนสนใจเข้ามาลงทุน ... บางคนก็มองว่ามันยาก ที่จะเป็นไปได้จริง  เพราะถ้ามันรวยง่ายจริง คนเล่นหุ้นก็รวยกันหมดแล้ว ทำไมยังมีคนเจ๊งหุ้นหมดตัว....
     ในความเป็นจริง โลกของนักลงทุนมันโหดร้าย เพราะมันเป็นโลกที่มี ทั้งคนได้เงิน และเสียเงิน คนที่ควบคุมความเสี่ยงของตนเองไม่ได้ ก็เท่ากับยอมรับความเสี่ยงไม่จำกัด...
    ...
    ...
    เกริ่นนำ ต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่ มาขนาดนี้ มันฟังดูดีจริงๆ ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ หันมายกแก้วกาแฟร้อนๆ ขึ้นมาดื่ม .... อืมมม!!! ...  กาแฟร้อนในแก้วเซรามิกสีขาวที่มีโลโก้นางเงือกสองหาง กับบรรยากาศสบายๆ ในบ่ายวันหยุด ... มันช่วยให้ความคิดลื่นไหลได้ดีจริงๆ พอวางแก้วกาแฟ กำลังจะหันไปพิมพ์ต่อ สายตาหันไปประสานกับสายตากึ่งมุ่งมั่น กึ่งคุกคาม คู่หนึ่ง เป็นสายตาของน้องผู้ชายคนหนึ่งที่มีท่าทางจริงจังคนหนึ่ง มายืนอยู่ตรงหน้า กำลังจะเอ่ยถามว่า "น้องมีอะไรรึเปล่าครับ" แต่ไม่ทันน้องถามสวนมาเลยด้วยน้ำเสียงกังวลปนตื่นเต้น
      "พี่ปุย... Wave Rider ใช่ไหมครับ.."
    แล้วบทสนทนาที่น่าสนใจของเรา ระหว่าง "น้องมือใหม่" และ Wave Rider ก็เริ่มขึ้น ...
 

....
น้องมือใหม่ : .. ใช่พี่ปุย ... ที่เขียนหนังสือ โต้คลื่นหุ้น.. รู้ทันเทคนิค จริงๆ เหรอครับ
Wave Rider : . ใช่ครับ .. ( เอ่อ ... มีอะไรไหมนี่)

น้องมือใหม่ : .. พี่ปุยช่วยเซ็นต์หนังสือให้หน่อยครับ .. 
                    (แล้วน้องก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบหนังสือ โต้คลื่นหุ้น ออกมา..)

Wave Rider : . ได้สิครับ ...​ เอ่อ!! น้องครับ ทำไมหนังสือมันมีโพสอิทติดเต็มเลยล่ะครับ

น้องมือใหม่ : .. แฮะๆ ... ผมอ่านไป 3 รอบ แล้วครับพี่ปุย ตรงไหนที่สำคัญ น่าสนใจ อ่านบ่อยๆ ผมก็ติดโพสอิท ไว้ครับ  บางบรรทัดอ่านแล้วโดน ผมเอาไฮไลท์ป้ายไว้ด้วยครับพี่

Wave Rider : .​ ทำขนาดนั้นเลยเหรอ ... (ติดโพสอิท ขนาดนี้ มันจะอ่านไปสอบ ที่ไหนวะ เนี่ย)
                       เรียบร้อยแล้วครับ 
น้องมือใหม่ : ..​ขอบคุณครับพี่ปุย หนังสือของพี่อ่านเข้าใจง่ายจริงๆ เลยครับ ผมดูกราฟเข้าใจมากขึ้นก็เพราะอ่านหนังสือของพี่เลยล่ะครับ

Wave Rider : ​ ขอบคุณครับ ... ยินดีที่เป็นประโยชน์ นะครับ...

น้องมือใหม่ : .. เอ่อ!! .. พี่ปุยครับ ผมมีข้อสงสัยนะครับ ถ้าเราใช้กราฟช่วยตัดสินใจ ซื้อขายได้แล้ว แต่ตอนซื้อหุ้น เราจะซื้อยังไงดีครับ จะซื้อทีเดียวเลย หรือจะทะยอยซื้อเท่าๆกัน หรือจะซื้อแบบปิรามิด ยังไงดีล่ะครับ  แล้วตอนขายอีกครับ  ผมตั้งราคาคัทลอสเอาไว้ที่ 5% ได้ไหมครับพี่ บางทีจะใช้เส้น EMA อย่างที่พี่เขียนในหนังสือมันก็มากกว่า 5% ผมกลัวขาดทุนเยอะครับ ..ทำยังไงดีครับ

Wave Rider : . อ่าา!! ...  อธิบายยังไงดีล่ะ ... (ขอลายเซ็นต์แล้ว ถามกูซะยาวเลยนะ)

                       ถ้าน้องตั้งคัทลอสไว้ 5% ก็หมายความว่า ถ้าราคามันถอยลงมาถึงจุดที่ขาย น้องก็ขาย บางทีราคามันจะถอยลงมาลึกกว่า 5% แล้วก็เด้งกลับขึ้นไปเลย แต่น้องขายไปแล้ว จะซื้อกลับก็ไม่กล้าแล้ว ก็ได้แต่นั่งมองใช่ไหมล่ะ .. ดังนั้นวิธีการยึดเส้น EMA เป็นแนวรับในการตั้งคัทลอสธรรมชาติ จะช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ได้นะ เพราะการที่ราคาลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย ก็แปลว่า แนวโน้มราคามันเริ่มลดลง ไม่ไปต่อแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นการพักตัวที่เส้นแล้วขึ้น หรือลงต่ำกว่าเส้นไปเลยก็ได้  ดังนั้นการขายคัทลอสตอนที่ตกเส้น EMA ก็เป็นจุดที่ ปลอดภัยที่จะทำกำไรแล้วล่ะ ... ส่วนวิธีการซื้อที่น้องถาม มันรายละเอียดมันเยอะนะ ต้องอธิบายยาวเลย .. เอาง่ายๆ น้องก็ซื้อตอนราคาทะลุผ่านแนวต้านได้ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้กันง่ายๆ เลยนะ

น้องมือใหม่ : .. เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับพี่ ... แล้วพี่ปุยพอจะมีเวลาอธิบายวิธีซื้อไหมครับ

Wave Rider : .​ (เอางั้นเลยเหรอ ... กาแฟร้อนยังเต็มแก้ว .. กำลังนั่งชิวๆ ไปไหนไม่รอด .... เอาวะน้องกล้าถาม ก็ตอบมันหน่อยก็ได้)
                       งั้นน้องนั่งเลย พี่จะอธิบายให้ฟัง ..แล้วน้องมีกระดาษปากกาไหม

น้องมือใหม่ : .. มีครับพี่ .. 
                       (น้องมือใหม่ .. หยิบสมุด Sketchbook กับดินสอ ออกมา)
Wave Rider : . โอ้ว!! ... พกของอย่างนี้ด้วยเหรอ

น้องมือใหม่ : .. ครับพี่ ไปไหน ผมก็พกไปด้วยล่ะครับ

Wave Rider : . (มันเตรียมตัวพร้อมขนาดนี้ อนาคตไกลจริงๆ)  ... เอ้า!! ขยับมานั่งใกล้ๆ
                     การจะซื้อหุ้น มันต้องเข้าใจการจำกัดความเสี่ยง ไม่ได้อยู่ที่จะซื้อหุ้นยังไง หรือจะทำกำไรเท่าไหร่ แต่ก่อนจะเอาเงินมาลงทุน เราต้องรู้ว่า เรายอมเสียเงินได้เท่าไหร่  ลองบอกพี่สิว่า ถ้ามีเงินลงทุน หนึ่งแสนบาท น้องจะยอมขาดทุนได้ เท่าไหร่ ... หนึ่งหมื่นไหวไหม หรือ ห้าพัน หรือน้อยกว่านั้น  
                    
น้องมือใหม่ : .. เอ่อ ...​ก็สัก 5,000 ครับพี่ 
Wave Rider : .  เหรอ .. พี่นึกว่า จะบอกว่าเสียได้ทั้งก้อน ... ถ้ายอมเสียได้ทั้งก้อนไม่ต้องเอาเงินมาลงทุนแล้ว เอาเงินไปบริจาคทำบุญเลยดีกว่า ได้ผลบุญตอบแทน ..  เราเอาเงินมาลงทุนให้มันงอกเงย ไม่ได้เอามาโปรยใส่ในตลาดฯ เล่นๆ 

(.... จิบกาแฟ สักหน่อย ทิ้งไว้เดี๋ยวมันเย็น..)

Wave Rider : .. ดังนั้นการซื้อหุ้นแต่ละครั้งเราต้อง Limit Risk ของเราเอาไว้ ก่อนที่เราจะซื้อ เราต้องมีการทำ Trading Plan ต้องเขียนแผนไว้ก่อนแล้วว่า หุ้นที่เราเล็งเอาไว้ เราจะเข้าซื้อด้วยสัญญาณเทคนิคอะไร แล้วจะคัทลอสตรงไหน หรือด้วยสัญญาณเทคนิคอะไร เช่น ซื้อตอนที่ผ่านแนวต้านทำยอดสูงใหม่ แล้ววางคัทลอสไว้ที่เส้น EMA15 แล้วเราก็เขียน มันไว้ในสมุด ส่วนจำนวนหุ้นที่จะซื้อ มันมีวิธีคิดอย่างนี้
                      มันมีกฎ 2% (2% Rule) ที่นักลงทุนเขาใช้ในการจำกัดการขาดทุนอยู่  ...



                     เช่น ถ้าเรามีเงิน 100,000 บาท เราจะจำกัด เงินที่เราจะยอมเสียได้ไว้ ที่ 2% ของเงินลงทุนทั้งก้อน ก็คือ แค่ 2,000 บาทเท่านั้น ... เราจะไม่ยอมให้เกิดการขาดทุนจากลงทุนมากกว่า 2% ของเงินลงทุนทั้งก้อน ดังนั้นสมมุติว่าเราจะซื้อหุ้น A ตามที่เราดูกราฟมาแล้ว คือจะซื้อที่ราคา  20 บาท และคัทลอสที่ 19 บาท เท่ากับเรายอมขาดทุนได้ 1 บาทต่อหุ้น  แต่เงินที่เรายอมเสียได้ คือ 2% ของ 100,000 บาท ก็เท่ากับ 2,000 บาท
                    หมายความว่า เราจะซื้อหุ้น A ได้ไม่เกิน [2,000 บาท / 1 บาทต่อหุ้น] เท่ากับ 2000 หุ้น 
เพราะว่าถ้าซื้อมากกว่านี้ พอเราคัทลอส ก็จะขาดทุนมากกว่า 2% ที่เราตั้งกฎเอาไว้ ดังนั้นในการซื้อครั้งแรก เราจะไม่ซื้อหุ้น A มากกว่า 2000 หุ้น ...​เข้าใจไหม

น้องมือใหม่ : .. อ้อ!!! เข้าใจบรรลุเลยครับพี่ ... แต่ว่าซื้อ  2000 หุ้นๆ ละ 20 บาทก็เป็นเงิน 40,000 บาท เองสิครับ แล้วเงินที่เหลือ ทำยังไงดีล่ะครับ

Wave Rider : . วิธีที่แนะนำ มันเป็นการบริหารจัดการเงินและควบคุมการขาดทุน โดยคำนวณหาจำนวนหุ้นที่เหมาะที่จะซื้อ บนขอบเขตของการขาดทุน ที่จำกัดเอาไว้  ถ้าราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นจนมีกำไรแล้ว ก็เอาเงินที่เหลือมาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นไง ..พอเข้าใจรึยัง

น้องมือใหม่ : ..​เข้าใจเลยครับพี่ แต่ว่าถ้าผมจะซื้อหุ้นหลายๆ ตัวล่ะครับ คิดยังไงครับ

Wave Rider : . งั้นสมมุติใหม่ ถ้าเรามีเงินสัก 1 ล้านบาท  แล้วเราเล็งกราฟ ดูหุ้นที่จะซื้อเอาไว้ 3 บริษัท​...มี ABC แล้วถ้า หุ้น A พื้นฐานดี ปันผลสวย ดูเทคนิคแล้วน่าจะไปได้ไกล เราก็อาจจะซื้อหุ้นตัวนี้ ในสัดส่วนที่มากกว่า ครึ่งของพอร์ท ก็ให้น้ำหนักหุ้น A ไว้ที่ 50% แล้วซื้อหุ้น B C น้อยกว่า สมุมติให้น้ำหนัก การลงทุนกับหุ้น B และ C ไว้ บริษัทฯ ละ 25% 
                       ดังนั้น เงิน 1 ล้านบาท เรารับความเสี่ยงได้ 2% ก็เท่ากับ 20,000 บาท จะไม่ยอมขาดทุนมากกว่านี้ แล้ว ..​.มาดูกัน ...
                       ถ้าหุ้น A  ดูกราฟแล้ว แนวต้านอยู่ที่ 40 บาทถ้าหุ้นผ่านแนวนี้ได้ จะเข้าซื้อ แล้ววางคัทลอสไว้ที่ 38 บาท  แสดงว่ายอมขาดทุนได้ 2 บาท ดังนั้นจำนวนหุ้นที่มากที่สุด ที่จะซื้อได้  ก็จะเป็น 
                       = 20,000 บาท x 50% / 2 บาท  =  5,000  หุ้น 
                       ในการซื้อหุ้น A ไม้แรกก็ซื้อ ได้ไม่เกิน 5000 หุ้น 
                       
                       ส่วนหุ้น B, C เราดูกราฟ ไปแล้วพบว่า หุ้น B ซื้อที่ 12 บาท คัทลอสที่ 11.60 บาท ส่วนหุ้น C ซื้อที่ 4 บาท คัทลอสที่ 3.70 บาท คำนวณจำนวนที่จะซื้อหุ้นของ หุ้น B, C  ดังนั้น
                       หุ้น B ซื้อได้ไม่เกิน  20,000 บาท  x 25% / (12.0-11.6)  = 12,500 หุ้น
                       หุ้น C ซื้อได้ไม่เกิน 20,000 บาท x 25%  / (4.0 -3.70)  = 16,500 หุ้น

                       ดั้งนั้นจำนวนเงินที่ใช้ในการซื้อ หุ้น ทั้งสามครั้งแรก ก็จะเป็น
                       หุ้น A :  40 บาท x 5000  = 200,000 บาท
                       หุ้น B : 12 บาท x 12500  = 150,000 บาท
                       หุ้น C : 4 บาท x 16,500  =   66,000 บาท 
                       รวมเป็น 416,000 บาท  ก็จะเหลือเงิน 584,000 บาท พอราคาหุ้น มันขึ้นมา มากกว่า ราคาทุนที่เราซื้อไปครั้งแรก ก็เอาเงินนั้นออกมาซื้อเพิ่มได้ 

น้องมือใหม่ : .. โอ้ว !! .. อย่างนี้ เราก็ไม่มีทางขาดทุนเยอะๆ เลยสิครับ ...​วิธีนี้มันง่ายมากเลยนะครับ ต้องขอบคุณพี่ปุยมากเลยครับ ที่สละเวลาอธิบายให้ฟัง ต่อไปเวลาซื้อหุ้น ผมจะได้เลิกมั่วแล้วล่ะครับ
ไม่รบกวนเวลา ของพี่แล้วล่ะครับ ... ไปละครับพี่ ...​สวัสดีครับ 
Wave Rider : ..​ด้วยความยินดีครับ น้อง ....​ถ้าเล่มสอง ของพี่ออกมาแล้ว ซื้ออีกนะครับ
น้องมือใหม่ : .. ไม่พลาดแน่ นอน เลยครับพี่  

 - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - + 

    น้องมือใหม่ ไปแล้ว แต่ความคิด ที่ได้คุยกับน้อง ยังวนเวียนอยู่ในหัว ...​ก่อนหน้านี้ จะพิมพ์ เรื่องอะไรก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว ต่อไม่ติดเลย .....​
    อืม เราพูดซะเยอะขนาดนั้น มันน่าจะเลี้ยงกาแฟเราสักแก้วเป็นค่าวิชานะเนี่ย  .... ฮึฮึ 

......

.. จบ


ปุกปุย 
.
.







วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ออมในหุ้น .. ก็ดีนะ

          ในวัยเด็กของพวกเรา มักจะถูกสอนกันมาเสมอ ให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด ใช้น้อยกว่ารายได้ เหลือให้เก็บออม ให้ขยันตั้งใจเรียนให้เก่งๆ จะได้มีงานทำดีๆ มีฐานะมั่นคง ... แต่ในโลกของความเป็นจริงมันเป็นเช่นนั้นจริง หรือ ... 

          คนเรียนเก่งมากมาย ที่ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ในการทำงานจริง ในขณะที่บางคนที่มีผลการเรียนแบบไบนารี่ (ได้แต่เกรด 0 กับ 1... ) กลับประสบความสำเร็จได้เป็นเจ้าของกิจการ เหล่านี้ก็มีให้พบเห็นกันมากมาย 

          ในโรงเรียนไม่เคยสอนเรื่องการลงทุนอย่างถูกต้อง มีแต่สอนเรื่องของการเก็บออม เครื่องมือในการออมอย่างแรกที่พวกเรารู้จักกัน คือ กระปุกออมสิน สถาบันการเงินที่เรารู้จัก ในการฝากเงินมีเพียงธนาคารพาณิชย์ ส่วนเวลาจะถอนเงินก็ไปที่ตู้ ATM หรือไม่ก็ไปโรงรับจำนำ และดอกเบี้ย ก็เป็นผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวที่เรารู้จักกัน 

          เราถูกสอนให้เอาเงินเก็บออมไปฝากธนาคาร เพื่อรับผลตอบแทนเป็น ดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งก็มีให้เลือกมากมายทั้งฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ ฝากไม่ประจำ มีดอกเบี้ยหลากหลายอัตราให้เลือก ตั้งแต่ 0.75% ไปจนถึง 3.5%ต่อปี 



(อ้างอิงจากเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเว็บไซท์ธนาคารแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2555   www.bot.ot.th > สถิติ > สถิติตลาดการเงิน > อัตราดอกเบี้ย ...) 

          อัตราดอกเบี้ย 3.5%ต่อปี หมายความว่า เงินฝากของเรา 1 ล้านบาท ธนาคารจะให้ ดอกเบี้ย ปีละ 1 ครั้ง เป็นเงิน 35,000 บาท ก็ดูเป็นค่าขนม ที่ไม่เลวเลย สำหรับการเอาเงินวางไว้เฉยๆ แล้วได้ผลตอบแทนโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร ... บางคนถึงกับบอกว่า นี่ไงใช้เงินทำงาน ... ผิดแล้วคนที่คิดอย่างนั้นไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะคงจะลืมไปว่าง เงินมันด้อยค่าไปตามกาลเวลา ในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อ มันเพิ่มขึ้น 4 – 5% ต่อปี ก็หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยที่ได้ เพียง 3.5%ต่อปี มันเป็นผลตอบแทนที่ตามไม่ทันการด้อยค่าของเงินต้นที่ฝากไว้ในธนาคาร หากปล่อยไว้อย่างนั้น เงินเก็บของเราก็เสื่อมค่าลดลงทุกปี

          หลายคนที่เข้าใจประเด็นนี้แล้ว ก็จะพยายามมองหาอย่างอื่นที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่านี้ อย่างน้อยก็สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ จึงได้เกิดคำใหม่ขึ้นมาในการลงทุน “ออมในหุ้น” ด้วยวิธีการเดียวกับการออมเงินเก็บไว้ในธนาคาร ได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก ก็ปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เอาเงินจำนวนนั้นไปฝากไว้กับบริษัท ด้วยการซื้อหุ้นของบริษัท เพื่อรับผลตอบแทนเป็น เงินปันผล ซึ่งให้อัตราเงินปันผลต่อราคาหุ้น (%Dividend) ที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก และสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ


          ในมุมมองอย่างนี้ ก็คงไม่แตกต่างไปจากวิธีการเดิม เวลาที่เราจะฝากเงิน เราก็จะดูความมั่นคงของธนาคาร ประเภทเงินฝากแบบไหน และดอกเบี้ยที่ได้รับเป็นเท่าไร พอจะมาออมในหุ้นเราก็ดู ความมั่นคงของบริษัทฯ กิจการจะเติบโตหรือไม่ การคาดการณ์ผลการดำเนินงาน และความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น แน่นอนว่าในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบริษัทมหาชนจดทะเบียนอยู่มากมาย และมีจำนวนไม่น้อยเลยที่มีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญมีหลายแห่งเลยที่จ่ายมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และจ่ายมากกว่า 1 ครั้งต่อปีด้วย บางแห่งเงินปันผล 7 – 8% ต่อปี หมายความว่า ถ้าเราเอาเงิน 1 ล้านบาท ออกจากธนาคาร มาซื้อหุ้นบริษัทฯ ที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอ 7% ต่อปี เรากะจะได้ผลตอบแทน ถึง 70,000 บาทต่อปี ...เอ่อ... ได้มากกว่าดอกเบี้ยเท่าตัวเลยนะนั่น ...

          ออมในหุ้น แนวนี้เป็นมุมมองที่น่าสนใจดีไหมล่ะ ... อ๊ะๆๆ !!! แต่ถ้าคิดจะออมในหุ้น คิดแค่นี้เลยนะ อย่าไปคิดถึงราคาหุ้นเลยนะ การเติบโตของกิจการ การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น ต้องคิดว่าเป็นเรื่องรอง คิดว่ามันเป็นของแถม ถ้าเอามาคิดปนกันเมื่อไหร่ ความโลภจะครอบงำ จิตใจโดนลากไปมองราคาหุ้นสูง – ต่ำ ราคาแพง – ถูก ขายได้ราคาสูงกว่าทุนได้กำไรมหาศาล .... สติหลุดลอยจากการ ออมในหุ้น เข้าสู่การเก็งกำไรราคาหุ้น หลุดกรอบ ลืมจุดประสงค์ในการลงทุนไปเลย

          ตั้งสติให้ดี ถอยกลับมาถามตนเองก่อน เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยจุดประสงค์อะไร ... มีคนจำนวนมากที่พยายามเรียกตัวเองว่า “นักลงทุน” แต่ไม่เคยรู้ตัวเองเลย ว่าเอาเงินมาทำอะไรในตลาดหุ้น ... รู้แต่ว่าอยากรวย อยากได้เงินเพิ่มขึ้น ... คิดแบบนี้ผิดแล้ว มันพลาดตั้งแต่เริ่มแล้ว

          ตั้งคำถาม กับตนเองให้ดี อะไร คือ ผลตอบแทนที่เราต้องการจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มันมีหนทางเลือกเพียง 2 สายเท่านั้น ทางแรก คือ เงินปันผล อีกทางหนึ่ง คือ ส่วนต่างของราคาหุ้น เราต้องชัดเจนในการลงทุนว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เมื่อเลือกแล้วต้องยึดมั่นในเส้นทางของผลตอบแทนที่เราเลือก ผลตอบแทนอีกด้านจะเป็นเพียงของแถม หรือผลพลอยได้เท่านั้น

          ถ้าจะ ออมในหุ้น ต้องยึดมั่นในผลตอบแทนจาก เงินปันผล ต้นทุนของเราคือราคาหุ้นที่เราซื้อ ไม่ใช่ราคาหุ้นในขณะนั้น อย่าเอาราคาหุ้นในตลาด มารบกวนจิตใจ เพราะเงินที่เราซื้อหุ้น มันยังอยู่ครบเท่าเดิม ตราบเท่าที่เรายังไม่ขาย เหมือนกับเงินฝากที่อยู่ในบัญชีธนาคาร กำไร หรือขาดทุนของราคาหุ้นที่แสดงอยู่มันเป็นสิ่งลวงตา ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า Unrealized Profit/Loss มันยังไม่เป็นจริง แต่นักลงทุนที่จิตใจสับสน สติหลุด มักจะร้อนลน ถูกลวงให้กลัว ให้สั่งขายออกไป ทำให้กลายเป็น Realized Profit/Loss จริงๆ ถ้ามันกำไร ก็ดีไป แต่ถ้าขาดทุน เงินต้นหาย คงจะไม่ดีแน่ๆ

          การออมในหุ้น จึงไม่ต่างจากการเปิดบัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนสูง เราจะย้ายเงินจากบัญชีเงินฝากหนึ่งไปไว้อีกบัญชีหนึ่ง ก็ต่อเมื่อมันให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่า เฉกเช่นเดียวกัน การออมในหุ้นเราก็จะขายหุ้นบริษัทฯ หนึ่งไป ซื้อหุ้นอีกบริษัทฯ หนึ่งก็ต่อเมื่อเราต้องการเอาเงินไปที่ใหม่ที่ให้เงินปันผลสูงกว่า การพิจารณาราคาหุ้น ก็เป็นเพียงการพิจารณาการซื้อหรือขาย ในจังหวะ ที่ราคาเหมาะสมที่สุด ก็คือ ไม่ขาดทุนจนเงินต้น มันหดหายไป ดังนั้นการลงทุนในแนวทางนี้ เน้นที่ผลตอบแทนเงินปันผลสูง และความมั่นคงแข็งแรงของกิจการที่สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเราเลือกกิจการเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถซื้อ แล้วถือรับเงินปันผลไป พร้อมกับท่องไว้
“ไม่ขาย ไม่ขาดทุน.. โว้ย!!”



.แต่ประเด็น คือ ใครรู้บ้างว่า หุ้นที่ให้ปันผล มากกว่า 7% ในตลาดฯ มี อะไรบ้าง
.
.Pook Pui


.
.<--- Previous : รวบรวม Thomas Demark 's Technics
----> Next : .ความเสี่ยงจำกัด... ผลตอบแทนไม่จำกัด
.

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

รวบรวม Thomas Demark 's Technics

วันนี้ ลอง เข้า YouTube แล้ว ค้นหา ความว่า Tom Demark ซึ่งเป็นชื่อ ของกูรู ทางเทคนิคอล ชื่อดัง (..และยังมีชีวิตอยู่...) 555.... ต้องย้ำหน่อย เพราะบางคน ตอนอยู่ไม่ดัง พอไม่อยู่แล้วค่อยดัง ....
เขาชื่อ Mr.Thomas DeMark เป็นกูรู ทางเทคนิคอล ที่คิดค้นวิธีการทางเทคนิค และอินดิเคเตอร์ของตนเองขึ้นมา จนมีชื่อเสียงมาก ได้รับการยอมรับ อย่างมากมาย ... ในบรรดาอิาดิเคเตอร์ต่างๆ ที่เขาคิดค้นขึ้น จะใช้ตัวอักษร TD- ขึ้นหน้าเสมอ ซึ่ง TD = Thomas DeMark นั่นเอง เช่น TD-Line , TD-SeQuential
Thomas DeMark มีหนังสือ เป็นผลงาน อมตะตลอดกาลอยู่ หลายเล่มเลย แต่ที่มีชื่อเสียงมาก คือ

The New Science of Technical Analysis


  


New Market Timing Techniques


และภายหลัง มีอีกเล่ม ที่เขาเขียน ร่วมกับลูกชายของเขา

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ความรู้มากมาย หาได้ในโลกออนไลน์

      ย้อนไป เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในช่วงฝึกฝนการใช้เทคนิคอลในการลงทุนอย่างจริงจัง ในขณะนั้นเอง ประสบการณ์ในการลงทุน มีเพียง 4 ปีกว่า มันลุ่มๆ ดอนๆ ใช้เทคนิคอลผิดๆ ถูกๆ ขายหมูบ้าง ขายช้าไปบ้าง นานทีก็ติดดอยบ้าง กำไรขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีความสม่ำเสมอ เป็นไปตามความมั่งคงของจิตใจ ในแต่ละช่วง
       เป็นเพราะความไม่เข้าใจการใช้งานเครื่องมือ ที่เราใช้ เทคนิคคอล เองมันก็เป็นเพียงความน่าจะเป็น มันไม่ 100% แต่บางทีมันแม่นมาก จนถูกหลายๆ ครั้ง ทำให้เราหลอกตัวเองว่า มัน 100% ทำให้หลายครั้งที่ มันให้ สัญญาณหลอกออกมา Fault Signal ที่เกิดขึ้นนั้น เราก็ไม่รู้ เพราะเราเองไม่เข้าใจจุดอ่อนของเครื่องมือที่เราใช้ เพราะเราไม่เข้าใจวิธีการใช้เครื่องมือ อย่างเหมาะสม ความผิดพลาดในการลงทุน จึงเกิดขึ้น
  จนวันหนึ่ง ลองค้นคำว่า Technical Analysis ใน YouTube ปกติเคยใช้แต่ดูคลิป อย่างอื่น ... (คลิปอะไรหว่า) ... จนวันนั้นไม่รู้อะไรดลใจ ผลที่ออกมาสร้างความตื่นตะลึง มีคลิปมากมายที่ นักเทคนิคคอลชาวต่างชาติ เอามาโพสไว้ และสอนการใช้กราฟ สอนการใช้อินดิเคเตอร์ ... ยิงดูไปยิ่งได้ความรู้ คืนนั้นโต้รุ่งสิครับ. ดูเท่าไหร่มันก็ยังไม่หมด แต่คลิปที่น่าสนใจ และโดนใจมากๆ เลย คือ คลิป จาก www.informedtrades.com โดย David Waring ซึ่งเรียบเรียงสอนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน น่าสนใจน่าติดตามมาก
       ผมตัดสินใจ Subscrib ทันที จากนั้นจนถึงทุกวันนี้ ยังคลิปใหม่ๆ updated ออกมามากมาย ... คำถามหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในใจหลังจาก ได้ดูคลิปของ David ผ่านไปหลายสัปดาห์
..
 " David ทำไปทำไม เขาไม่ได้อะไรตอบแทน รายได้ที่เขาทำกำไรมันมากมาย เขาจะเสียเวลามานั่งทำคลิป สไลด์ สอนคนบนโลกออนไลน์ ไปทำไม "
..
   แต่ผมไม่เคย ส่งข้อความไปถามเขานะ แต่หลังจากนั้น ผมคิดว่าได้รับรู้ บางอย่างจากการทำ เว็บ และคลิป ของ David ... ผมได้รับรู้เจตนาของการ "ให้" จนมีความคิดว่า เมื่อเวลาถึงพร้อม ตนเองมีความสามารถ มีศักยภาพ และมีโอกาส ที่จะ "ให้" ความรู้ ที่ได้รับมาสู่ สังคมนักลงทุนคนไทยบ้าง ก็จะทำอย่างยินดี
     และในโอกาสที่ ครบ 4 ปีแล้ว ที่ ผมได้มีโอกาส ดูคลิป เหล่านี้ จึงขอรวบรวม เอามานำเสนอไว้ 40 คลิป แรก ... ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีอีกมากมาย
     โดยสร้างไว้ เป็น Playlists http://www.youtube.com/playlist?list=PL2FF20A9B554710D3
..


 ลองติดตามชมกันครับ ... ในโลกออนไลน์ ยังมีสิ่งที่เป็นความรู้ และมีประโยชน์มากมายรอเราอยู่ เพียงแต่เราได้ใช้ประโยชน์ จากสิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่หรือยัง

...
 PookPui



<--- Previous :  SET50 vs DJIA... 2012-04-10
 ---> Next : ..รวบรวม Thomas Demark 's Technics
.
.
.


วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

SET50 vs DJIA... 2012-04-10

2012-04-10 day Frame เราพบว่า SET50 กับ DJIA - Dow Jones
ได้ทำรูปแบบในการกลับตัว ค่อนข้างจะคล้ายกันมาก .. นั่น คือ ทำ TRIPLE TOP ทำ สามหัวเท่าๆ กัน แล้ว ลงเลย ....

... แต่ ความลึกของการลง นั้น เกินกว่าจะคาดเดาได้ มันเป็นเรื่อง ของอนาคต ....

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

เรื่องพื้นฐานกิจการ ที่มันน่ารู้ไว้บ้าง -- Basic Part 1

   บทความนี้ อาจจะเป็น บทความแรกที่ เริ่มพูดคุยถึงปัจจัยพื้นฐาน มากกว่า เทคนิคคอล ... หลายคนอาจจะสงสัยว่า Wave Riders จะเปลี่ยนแนวทางแล้วหรือ ... ขอตอบว่าไม่เลย ตัวตนยังอยู่บนเส้นทางของเทคนิคคอลดังเดิม ...
   แต่ในการเลือกหุ้นที่จะ ลงทุน ยังไงก็ยืนยัน ว่า ยังต้อง เลือกหุ้น ของ กิจการที่ดี มีความมั่นคง มีการเติบโต ... มาจับจังหวะในการลงทุน ...ด้วยเทคนิคคอล ...
   Fundamental Analysis จะเป็นตัวช่วยในการบอกว่า "WHAT the Stock?"  ที่เหมาะสม และ
   Technical Analysis จะบอกเรา ถึงเวลาที่เหมาะสม "WHEN the Time?" ที่จะเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อ หรือ ขาย
   ..


.


  ในการวิเคราะห์ กิจการ จะพบว่า บริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์มีมากมายหลายรูปแบบ ...
บ้างก็เป็น ...
   บริษัท ที่มีการเติบโตสูง (Growth Stock) 
     พวกนี้ มีความสามารถ และมีโอกาสในการลงทุน ที่จะได้รับผลตอบแทนสูง กว่าหุ้นตัวอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน อาจจะได้ทั้ง Price Gain และ Dividend ในคราวเดียวกัน เป็น 2 เด้ง หรือ อาจจะได้แจกหุ้นลูก อีกเป็น 3 เด้งกันไปเลย ....
 
   บริษัท ที่มั่นคง แข็งแกร่ง (Defensive Stock)
      พวกนี้ ตลาดจะแกว่งยังไง ผันผวนแค่ไหน ก็ไม่สนใจ ไม่แปรผันไปตามสภาวะตลาด กิจการประเภทนี้ ความเสี่ยงจะต่ำ และมีกระแสเงินสดที่แข็งแรง เช่น หมวดอาหาร การเกษตร การแพทย์ สาธารณูปโภค หรือ ค้าปลีก
 
   บริษัท ที่มีความผันผวนสูง (Cyclical Stock) 
       พวกนี้ จะมียอดขายและกำไร อ่อนไหวตามสภาวะเศรษฐกิจ ... มีข่าวอะไร นิดหน่อย ราคาหุ้นก็กระเพื่อม ขึ้นลง แกว่งตามข่าว ได้ตลอด ... หุ้นพวกนี้ มีความเสี่ยงสูง ปันผลกลางๆ ถึงค่อนข้างสูง เช่น สถาบันการเงิน  กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ อสังหาริมทรัพย์ ...

   บริษัท เพื่อการเก็งกำไร (Speculative Stock)
      พวกนี้ เป็นกิจการที่มีความเสี่ยงสูง .. ปันผลไม่มากหรือไม่มีเลย ... กิจการจะมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากๆ ราคาตลาดจะสูงกว่ามูลค่าแท้จริงมากๆ เช่นกิจการที่มีการลงทุนวิจัยมูลค่าสูง (R&D) งานวิจัยผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือ กิจการสำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ  ราคาจะวิ่งนำไปสะท้อนการคาดการณ์ว่าโครงการจะสำเร็จ... พอโครงการไม่สำเร็จหรือล่าช้า ราคาก็จะเหวี่ยง... ไปมาตามข่าว

     แต่นักลงทุน จะรู้ได้ยังไงว่า กิจการไหน เป็นประเภทไหน จะมีอะไรมาชี้วัด ....แล้วราคาตลาดที่ เห็นวิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่ มันมากกว่า หรือ น้อยกว่า มูลค่าที่แท้จริงของกิจการ หรือ กิจการมันดี ไหม หรือ อันตรายมาก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ....
     มันก็มี วิธีมากมายของ การวิเคราะห์มูลค่าพื้นฐาน ของกิจการ โดยใช้ตัวเลขทางการเงิน ในวิชาการด้าน Financial ที่จะนำมาวิเคราะห์ Fundamental Analysis ....

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ใช้เงินทำงาน ... เยี่ยงทาส แบบ Wave Riders


             ถ้าพูดถึงเงิน 20,000 บาท สำหรับใครบ้างคนก็คงไม่มากนัก แต่กับใครบางคนก็ไม่ง่ายเลยที่จะหามาได้... เรากำลังพูดถึง รายได้จำนวน 20,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นปี ก็ปีละ 240,000 บาท ...ด้วยเงินจำนวนเท่านี้ จริงๆ แล้วถ้าไม่ได้ใช้อะไรมากมาย ก็คงจะเพียงพอ กับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ของบางคน หรือบางครอบครัว อย่างสบายๆ

             ผมจึงมีความคิดอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราสามารถได้เงินจำนวนนี้ มาจากเงินปันผลในหุ้น (แน่นอนล่ะ มันต้องหัก ภาษี 10% ด้วย..เอาน่าอย่างเพิ่งไปคิดให้ปวดหัว)

              หลักการ ก็คือว่า ถ้าเราวางเงินเก็บเย็นๆ ของเราไว้ในหุ้นของบริษัทฯ ที่มั่นคง ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง สามารถจ่ายปันผลให้เราได้อย่างต่อเนื่อง ได้ 20,000 บาท ทุกๆ เดือน หรือ ก็คือ 240,000 บาทต่อปี โดยที่เราไม่ต้องไปคอยดูราคา ซื้อๆ ขายๆ มันทุกวัน ... (... จริงดิ.. ได้อย่างนั้น ก็ เจ๋งสิ.... แล้ว มันจะเป็นไปได้ไหม... )

              สมมุติว่า เรามองหา ปันผล 6% ต่อปี เป็น เงิน 240,000 บาท ก็หมายความว่า เราต้องใช้ เงินต้น 4 ล้าน ในการลงทุนซื้อหุ้น และถือไว้นิ่งๆ ...แต่บริษัทฯ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีบริษัทฯ ไหนจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น ทุกเดือนแน่นอน จะมี ก็จ่ายปันผล ปีละ 1 ครั้ง หรือ ปีละ 2 ครั้ง หรือ ถ้าผลประกอบการดีจัด ก็อาจจะแถมให้อีกครั้ง เป็น 3 ครั้ง .. เราจึงต้องกระจายซื้อหุ้นบริษัทฯ หลายแห่ง เพื่อที่จะได้ ปันผลทุกเดือน หรือ ทุกๆ สองเดือน และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงจาก Cycle ของกิจการต่างๆ ด้วย ..

              บริษัทฯ ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้สูง มากกว่า 8% ต่อปี อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ในตลาดหุ้นตอนนี้มันช่างน้อยเหลือเกิน แต่ถ้าขยายวงออกไปให้เป็น มากกว่า 6% ย้อนหลังแค่ 3 ปีที่ผ่านมา ก็พอจะมีให้เลือกมากหน่อย

             แน่นอนว่า ในการเลือกลงทุน เราก็คงจะต้องเลือก บริษัทฯ ที่มีความมั่งคง มีผลประกอบการที่ดีด้วย และมีราคาหุ้น ที่ไม่สูงเกินกว่า มูลค่าที่แท้จริง มากจนเกินไป.. เพื่อที่จะได้เด้งที่สอง จากการเติบโตของมูลค่าหุ้นในอนาคต.. (อ่ะนะ ... หลักการดี ใครก็คิดได้ ทำยังไง ล่ะ...)

             ก็ต้องทำการคัดตัวหุ้น เข้ารอบกันล่ะ โดยใช้ ค่า P/E , P/Bv, ROE, D/E ratio เหล่านี้ ต้องถูกนำมาพิจารณาประกอบการเลือก...ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานของกิจการในช่วงที่ผ่านมา

             และอีกสิ่งที่จะต้องพิจารณาด้วยก็คือ ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจรอบโลกกลมๆ ใบนี้ ซึ่งมีเกิดขึ้นให้เห็นเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินในสหรัฐ วิกฤติหนี้ของกลุ่มประเทศยุโรป และยังต้องคอยติดตาม นโยบายของรัฐที่จะออกมาในอนาคตด้วย ...

              Criteria หรือ เงื่อนไขในการคัดกรองหุ้นของบริษัทฯ ที่มีพื้นฐานดี นั้นก็มีตำรา บทวิเคราะห์ มากมายให้ค้นหากัน .. ใครจะใช้เงื่อนไขยังไงแบบไหน ก็ตามความเสี่ยงที่จะรับได้ หรือจะตามความชอบส่วนตัวก็แล้วแต่นะครับ เพราะนักลงทุนบางคน เขาไม่ลงทุนในกลุ่มบริษัทฯ ที่เขาไม่ถนัด ถึงแม้มันจะดีกว่าแค่ไหนก็ตาม เมื่อเราเลือกหุ้นเข้ามาใน Focus Group ของเราได้แล้ว

             จากนั้นให้คะแนนด้านพื้นฐาน กับหุ้นของบริษัทฯ เหล่านั้น จาก 1-10 คะแนน โดยที่หุ้นที่ปัจจัย พื้นฐานน่าสนใจที่สุดตาม เงื่อนไขของเราที่ตั้งไว้ เช่น เราใช้ P/E , P/Bv, D/E และข้อมูลในการดำเนินกิจการในอนาคต เป็นตัวชี้วัดคะแนน 4 อย่าง ก็อย่างละ 10 คะแนน แล้วก็ทำ Criteria Score Card ขึ้นมาให้กับ ตัวชี้วัดทั้ง 4 ได้คะแนนเฉลี่ยออกมาเท่าไหร่ ก็ บันทึก ไว้ .

               เราทำการให้คะแนนด้านพื้นฐานไปแล้ว ต่อไปก็ต้องมาให้คะแนน ด้านเทคนิค กันบ้างล่ะ แนะนำให้ใช้ Weekly Chart มาดูปัจจัยด้านเทคนิค เพื่อดูว่าหน้าตากราฟในภาพใหญ่ๆ มีรูปแบบกราฟของหุ้นเป็นยังไง บ้าง ดูน่าสนใจมากมาน้อยแค่ไหน...แล้วเราก็จะให้คะแนน ด้านเทคนิค จาก 1-10 คะแนน เช่นกัน
             ด้วยภาพทางเทคนิคในภาพใหญ่ หุ้นที่มีหน้าตาที่พร้อมวิ่งขึ้นได้อย่างแข็งแรงในตอนนี้ หรือในอนาคต ให้ 9-10 คะแนน
             หุ้นที่พักตัว หรือ sideway แต่มีแนวโน้มจะขึ้นได้ เพียงรอ Signal ก็ให้คะแนน 6-8
             ส่วนหุ้นที่หลับ หรือออกข้างแคบๆ ก็อาจจะให้คะแนน 4-5 คะแนน
             และหุ้นที่ออกอาการไหลลง ก็คงจะให้คะแนนน้อยกว่า 4 ไปตามลำดับความเลวร้าย

           จากนั้น เราก็นำคะแนนพื้นฐาน และ คะแนนเทคนิค ก็มา Plot Metrix
ให้ Fundamental Score เป็นแกน X และ  Technical Score เป็น แกน Y 
ก็จะได้ หุ้น พื้นฐานดี 4 กลุ่ม ดังภาพ
.

        ส่วนนักลงทุนแต่ละคนชอบหุ้นแบบไหน จะกระจายความเสี่ยงยังไง ก็จัดการไปตามความชอบและความต้องการของแต่ละคน เพราะอย่างไร หุ้นที่เราคัดมานั้นก็ล้วน เป็นหุ้นที่ ให้ปันผล มากกว่า 6% ต่อปีตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งสิ้น ก็ ลองดูเป็น ไอเดีย ในการใช้ทุนที่มี วางลงไปให้ถูกที่ถูกทาง ...

.
.
.
บทความแนะนำ
.
.
.

<-- Previous :  หนังสือ “Wave Riders โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค”
...Next --> : .เรื่องพื้นฐานกิจการ ที่มันน่ารู้ไว้บ้าง -- Basic Part 1

.
.
.
ปุกปุย




วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หนังสือ “Wave Riders โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค”


หนังสือ “Wave Riders โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค”  เล่มนี้ เกิดจากความตั้งใจ ที่ต้องการจะแบ่งปันมุมมองการลงทุน ในเชิงเทคนิคคอล ที่บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก .. ต้องการทำออกมาให้มันดูเป็นเรื่องง่ายๆ อ่านได้ไม่เครียด ไม่ต้องตั้งใจมากก็เข้าใจได้..

หวังว่า ผู้ที่ได้ อ่านจะได้รับ ความรู้ และความพึงพอใจ เรื่องราว ต่างๆ ในหนังสือ เป็นเรื่องแต่ง เรื่องสมมุติ ที่ดึงเอาบางส่วนในชีวิตจริง มาผสมปนเป ให้ออกมาน่าติดตาม .. บางส่วนก้เป็นประสบการณ์จริง ที่ได้รับจากการลงทุน ...

แต่ออกหนังสือคราวนี้ Stock2morrow จัดเต็ม ครับพิมพ์ สี่สี ทั้งเล่ม ... อ่านง่ายเข้าใจกราฟ ชัดเจน เพราะเป็นภาพสีตลอดเล่ม
แต่ไม่ได้ออกหนังสือ คนเดียว .... งานนี้ ป๋ากิ้ง จัดหนัก ออก หนังสือไล่กัน 2 เล่ม เลย ... คือ
หนังสือ "โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค" ของ Wave Riders กับ หนังสือ "คลินิคหุ้นมือใหม่" ของ ภาววิทย์


กะถล่ม ชั้นหนังสือทุกร้านชั้นนำ ทั่วประเทศ ไปเลย ยึดครอง BEST SELLER อีกครั้ง

หนังสือเล่มนี้ ได้รับเกียรติ จาก พี่แมว จิรศักดิ์ ปานพุ่ม มาช่วยให้คำนิยมไว้ด้วย แค่ได้อ่านบางส่วนของคำนิยมบนปกหลัง แบบนี้ ... ผมที่เป็นคนเขียน เอง ยังอดตื่นเต้น ไม่ได้เลย และตื้นตัน มากครับพี่แมว






ประมาณการ วันที่ออกแผง หนังสือ "โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค" ประมาณวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555
ประมาณการ วันที่ออกแผง หนังสือ "คลินิคหุ้นมือใหม่" ประมาณวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

SET50 on 2012-02-02

มุมมอง ของ SET50 วันที่ 2 ก.พ. 2555
ไม่มีอะไร มาก SET มันก็ค่อยๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ ขึ้นมากอย่างกล้าๆ กลัวๆ
แต่คิดว่า คงจะค่อยๆ ขึ้นไป อีก หลายวัน ทีเดียว จนกว่าจะประกาศผลประกอบการ ทะยอยจ่ายปันผล จนเสร็จแล้วล่ะ ถึงค่อยๆ ทะยอยลง





.
<-- Previous :  January 2012

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

January 2012

January .... เดือนมกราคม เดือนที่ มีการเกิดเหตุการณ์ ซ้ำๆ ....ทำไม เป็นอย่างนั้น
มีข้อสังเกต อย่างหนึ่ง ก็คือ ใน 5 ปี มานี้ ปี 2008, 2009, 2010, 2011 และ 2012
ภายในเดือน มกราคม ช่วงเวลา ระหว่าง กลางเดือน ถึง สิ้นเดือน ประมาณ 2 สัปดาห์ ขึ้นไป
ที่ SET Index วิ่งลง เหมือนกัน ทั้ง 5 ปี ...
..
อืมมมม ... มันบอกอะไร เรา หรือ มันเกิดอะไร ขึ้น จึงทำให้ นักลงทุนต่างชาติ มีการขายหุ้น ในตลาดออกมาแบบนี้ หลังจากนั้น พอเข้าเดือน กุมภาพันธ์ ก็ กลับมาซื้อ .... มันน่าแปลกมาก  ...
..
มันเป็นยังไง ลองมาดู กราฟ ช่วง ปี 2008 January - March
พบว่า เปิดปีใหม่ ก็ขายทันที แล้วก็ขาย ไปจนถึง วันที่ 24 ก็เกือบ เดือน จากนั้น SET จึงพลิกกลับขึ้นมา ตลอดทั้งเดือน February



แล้วพอมาดูเดือน January 2009  ถึงจะลงไม่หนักเท่ากับ January 2008 แต่ก็นับว่าเป็นการย่อลงมา เยอะทีเดียว SET Index ถอยลงมากแล้วก็ ออกข้าง ไปตลอดทั้งเดือน February


มาลองดู ของ ปี 2010 กับ 2011 บ้างสิ...
January 2010 ก็ถอยลงมา เช่นกัน แต่ว่ากว่าจะถอยลงมา ก็วันที่ 15 มกราคม ไปแล้ว น่ะสิ
แต่พอลงมาแล้ว SET ก็ พลิกกลับขึ้นไปใน เดือน February  คล้ายๆ กับปี ก่อนหน้านี้


ส่วน ปี 2011 ก็ไม่ต่างจาก ปี ก่อนๆ เลย เปิดปีใหม่ มา ก็ลงเลย ยาวไปถึง กลางเดือน February เลยนะครับ
เห็นอย่างนี้แล้ว มันก็น่าคิดนะ ว่ามันมี ใครที่ มาทำให้เกิด  แบบนี้ ... ....



ล่าสุด ในปี 2012  หลังจากเปิด ปีใหม่ มีการดีดขึ้นมา แต่ หลังวันที่ 12 มกราคม  ... มันก็เริ่ม เลี้ยวลงมาอีกครั้ง  ....อีกแล้ว เหรอ


History will repeat itself ......
หรือ SET Index จะเป็นอย่างเดิม ที่ มกราคม มีการถดถอย  แล้วกลับตัวขึ้นไปในเดือนกุมภาพันธ์
.
.

อนาคต ล้วน เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ..... ก็ได้ แต่ตั้งข้อสังเกต เก็บข้อมูล รวบรวม สถิติ แล้ว บอกถึงความน่าจะเป็น ที่อาจจะเกิดขึ้น ได้ ก็เท่านั้น

... สิ่งใดจะเกิด ก็ จงเกิดขึ้น เถอะ .... เพียงเรามี สติ วางแผนให้รัดกุม รอบคอบ มีวินัย จิตใจที่ไม่สั่นคลอน ที่จะ ทำตามแผนที่วางไว้ เมื่อถึงคราว STOP LOSS ก็ต้อง จัดการโดยไม่ลังเล สงสัย....

อย่างนั้น แล้ว การลงทุน ก็จะสามารถ ถึงความสำเร็จได้ ในไม่ช้า







บทความแนะนำ

1.  เอางานเก่ามา เหล้า ใหม่ .. เมา เลย แถมล่าสุดไปด้วย
...Next --> :  SET50 on 2012-02-02
.
.