Wave Riders Technical Course Online

Wave Riders Technical Course Online
เรียน Technical Course online สามาร click ที่ ภาพเลย

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

Cut Loss Alert..!!!

      " Do not put the order if you do not have Cut Loss.."
 
    สิ่งสำคัญในการลงทุน ในตลาดหุ้น คือ สิ่งนี้เอง ... Cut Loss หรือ Stop Loss
    เพราะมีเพียง Cut Loss เท่านั้น ที่หยุด ขาดทุน ได้ 100% ...
    เพราะมีเพียง Cut Loss เท่านั้น ที่ ทำให้สีแดง หายไปจากพอร์ท ของเรา....
    (... สีแดง Cut Loss ให้หมด เหลือไว้ แต่ หุ้นสีเขียว ให้ มัน Let Profit Run..)
..
  ..  นักลงทุนบางคนทำไม่ได้  เห็นสีเขียวเป็นอยากขาย เห็นสีแดง หยุด ทันที...  แล้วพอร์ท ก็มีแต่สีแดง สะสมไว้เป็น collection เต็มไปหมด .... เคยเห็นพอร์ทบางคน สะสมไว้เกือบจะทุกกลุ่มธุรกิจ ในตลาดฯ แดงไปหมด ....
..
 ทำไมเป็นงั้นไปได้
..
   ปัญหาอย่างแรก คือ เข้าซื้อหุ้นโดยที่ไม่มีแผนการลงทุน ซื้อตามอารมณ์ ความรู้สึก  ไม่มีแผนรองรับ ว่า ถ้าหุ้นขึ้น จะทำยังไง ถ้าหุ้นลงจะทำยังไง ... พอถึงเวลา หุ้นวิ่งขึ้นแรงๆ จริงก็มือไม้ปั่นป่วน ไม่รู้จะขายตรงไหน หรือเวลาหุ้นตก ราคาหล่นลงมา ก็จิตตก สติหลุด ไม่รู้จะทำยังไง....

... ปัญหาอย่างนี้ แก้ไม่ยาก เคยคุยกันไปแล้ว ว่าต้อง 'เขียน'  Trading Plan หรือแผนการลงทุน ให้ชัดเจน แล้วยึดตามแผนนั้น ...

... ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนแนวไหน จะถือหุ้นด้วยปันผล หรือเน้นหุ้นเติบโตมีมูลค่าเพิ่มในอนาคต หรือจะคอเทคนิค เล่นเข้าออกเป็นรอบ หรือจะเล่นสั้นวันเดียวจบ ก็ต้องมีแผนการทั้งนั้น ... ไม่อย่างนั้น ไม่มีทางทำกำไรได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

... นักลงทุนเน้นพื้นฐาน จะซื้อหุ้น ด้วยอะไร ก็ทำแผนไว้ P/E เท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่  ROE ยังไง แล้วจะไม่ถือหุ้นตัวนั้นต่อไปเมื่อเกิดอะไรขึ้น หรือเช่น เมื่อหุ้นมีราคาถึง มูลค่าแท้จริง ก็ขาย ก็ สามารถนำมาเขียนแผนการลงทุนเก็บไว้ได้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปเราจะได้ไม่ลืมว่าเราซื้อหุ้นนี้ ด้วยเหตุผลอะไร และ จะไม่ถือหุ้นนี้ต่อไป ด้วยปัจจัยอะไรบ้าง

...  ส่วนนักลงทุน เทคนิค ยิ่งต้องเขียน Trading Plan ให้ชัดเลยว่า จะซื้อหุ้นตัวที่เราสนใจ ด้วยสัญญาณเทคนิคอะไร แล้ว ราคาเป็นเท่าไหร่ หรือ เกิดสัญญาณเทคนิคอะไร แล้วเราจะขาย Cut Loss หรือ จะขายทำกำไรตรงไหน ก็คือจากราคาที่ซื้อ แล้วถ้าราคาถอยลง จะขายทิ้งตรงไหน ... ต้องเขียนให้ชัด ก่อนที่จะส่งคำสั่งซื้อ ... เพราะหลังจากเราซื้อได้ แล้ว 2 นาที ถัดไปราคาไหลลงเลยก็เป็นไปได้ ถ้าเราไม่เขียนอะไรไว้ ตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว 

... ปัญหา ของนักลงทุน ที่เขียน Trading Plan ที่ตามมาคือ "... ไม่มีเวลาดูราคาหุ้น ตลอดเวลา.."  
ใครมันจะมีเวลาว่างดูราคาหุ้นทั้งวัน ... มีงานการ ต้องทำ มีกิจวัตร ประจำวัน ต้องทำ กันทั้งนั้น ...
ถ้าจะเป็นนักลงทุน แล้วโดน มัดติดเก้าอี้ ทั้งวัน ต้องคอยเฝ้าหุ้นทั้งวัน มันจะมีอิสระตรงไหน ....
หรือ คนทำงาน จะประชุมกับเจ้านาย หรือไปพบลูกค้า หรือเดินทาง ไม่สะดวกดูราคาหุ้น จะทำยังไง 
ใช้ มาร์ เหรอ ... ประชุมกับลูกค้า หรือกับเจ้านายอยู่ แล้วหุ้นตก มาร์ โทรมา คุณจะคุยกับมาร์ สั่งขายตอนนั้นได้เหรอ ...ตกงานพอดี กัน...
บางคนบอกว่า ไม่หรอก เรามี Streaming ดูบน iPhone ได้ มี App ดูราคาหุ้นบนมือถือได้ ... ไม่เถียงครับ แต่มันก็ต้องมาคอยเปิดดูราคาใช่ไหม... แล้วจะมีสมาธิทำงาน ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ยังไงกัน... ทำงานไป ประชุมไป แอบดูราคาหุ้นไป อย่างงั้นเหรอ มันไม่ได้หรอก .... 

ทางออกหนึ่งที่ หลายคนใช้กัน  แต่หลายคนไม่เคยใช้ หรือไม่เคยรู้ว่ามันมีให้ใช้. ....
นั่นคือ ... บริการ SMS Alert ของ SETTRADE.COM.  

ทันทีที่ราคาหุ้น วิ่งขึ้นหรือลง ถึงราคาที่เราตั้งเงื่อนไขไว้ SETTRADE.COM จะยิง SMS แจ้งเข้ามือถือของเราทันที ด้วย ค่าบริการครั้งละ 3 บาท ต่อ ข้อความ 

หลังจาก มือถือคุณสั่น ในห้องประชุม คุณจะเนียนๆ ขอไปเข้าห้องน้ำ มันก็ดูไม่น่าเกลียด ใช่ไหมล่ะ .... ฮ่าๆๆๆๆ

.... 
มาดู วิธีการกัน .....
ขั้นแรก ก็ต้องสมัครสมาชิก SETTRADE.COM ก่อน ขั้นตอนนี้ ขอข้ามไป เพราะมันไม่ยากอะไร คุณ สมัครกันเองได้อยู่แล้ว เข้า www.settrade.com แล้วก็สมัครสมาชิก แล้วก็กรอกข้อมูลเข้าไป ก็เสร็จแล้ว 


ขั้นต่อมา เมื่อเราเป็นสมาชิกเรียบร้อยก็ Log In เข้าหน้าสมาชิก กันเลย




เมื่อเข้าหน้าสมาชิกแล้ว ก็เลื่อน ลงมาหา หัวข้อ SMS Alert ตามภาพ ก็กด คลิก เข้าไปเลย 



 ก็จะเข้าสู่หน้าจอการตั้งเงื่อนไข ส่วนบนจะเป็นการตั้ง เลขมือถือที่เราต้องการให้ส่งข้อความเตือน ก็ เลือกเครือข่าย แล้วก็ใส่เลขมือถือเข้าไป ง่ายๆ 




 ส่วนตรงกลางก็เป็น การตั้งเงื่อนไข ซึ่งสามารถ ตั้งให้ส่งข้อมูลของตลาดได้หลากหลาย เช่น  ราคาปิดราคาเปิด Top gain , Top Loss , ...ขอผ่านหัวข้อพวกนี้ไป เปลืองเงินไม่ต้องส่งมาให้ดู เปิด streaming ก็รู้ข้อมูลแล้ว






มาดูหัวข้อถัดไปเลย ตามภาพด้านล่างจะเห็นว่า สามารถใส่ เงื่อนไข ชื่อหุ้น ราคาหุ้น และเงื่อนไขราคา "มากกว่าเท่ากับ" หรือ "น้อยกว่าเท่ากับ" และราคาที่จะเตือน ... ใส่เสร็จ ก็กด ที่ "ตกลง" 
ก็เรียบร้อย ได้เงื่อนไข ไปปรากฎ ที่ ด้านล่าง
เช่น ภาพด้านล่าง ต้องการเตือน ว่า BGH ถ้าราคาวิ่งมาถึง 102 บาท ให้ส่ง SMS มาเตือน


.
   ก็จะได้เงื่อนไขปรากฎขึ้นมา ดังภาพด้านล่าง เท่านี้ ก็สบายใจได้ รอ มือถือร้อง เท่านั้น ไม่ต้องเฝ้าราคาแล้วล่ะ
.



เรายังสามารถ ใส่เงื่อนไข ราคาให้หุ้นตัวเดียวกันได้หลาย รายการด้วย
เช่น ผมมี แนวรับ แนวต้าน ของ ADVANC ที่ 214 และ 200 บาท ถ้า ADVANC มากกว่า 214 บาท มองว่าน่าจะผ่านแนวต้าน จะซื้อเพิ่ม และ ถ้า ADVANC ราคาลงต่ำกว่า 200 บาท ก็จะขาย Cut Loss 
ก็ตั้งเตือนไว้ทั้ง แนวข้างบน และข้างล่างได้เลย 



.
   ในกรณี ที่ เรา ต้องการ แก้ไข รายการไหน ก็ สามารถ คลิก ถูก ที่ช่องท้ายรายการนั้น แล้ว คลิก "แก้ไข" เพื่อ เปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ได้

หรือ ถ้าไม่ต้องการใช้รายการนั้นแล้ว ก็ลบ ออกไป เพราะว่า ถ้าไม่ลบออก แล้วรายการมันยังเป็นจริงอยู่ SMS ก็จะส่ง ให้ทุกวัน มันเสียเงินโดยใช่เหตุ 
ดังนั้น รายการไหน ไม่ใช้แล้ว ลบทิ้งไปซะ โดยคลิก ถูก ที่ช่องท้ายรายการ แล้ว คลิก "ลบรายการ"  

.


รายการ ที่เราตั้งไว้ เมื่อ มัน เป็นจริงขึ้นมา เราก็จะได้รับ SMS  เตือน ทางมือถือ .. อย่างตัวอย่างด้านล่าง

... ง่ายไหมล่ะ 




ชีวิต นักลงทุน อย่างเราๆ จะง่ายขึ้นทันที เพราะว่า เราเขียน Trading Plan แล้ว ว่า เงื่อนไขที่ จะซื้อที่ราคาเท่าไหร่ และขายที่ราคาเท่าไหร่  ก็ใส่เงื่อนไขราคาเข้าไป หลังจากนัั้น เราจะไปทำกิจกรรม การงาน อะไร ก็ได้    ....​  มือถือร้อง หรือสั่นเมื่อไหร่ ก็ถึงเวลาทำงานละ
.
.
ขอขอบคุณ​ SETTRADE.COM ที่สร้างระบบดีๆ มาให้ใช้งาน ...​ทำให้ชีวิต นักโต้คลื่นอย่างผม ง่ายขึ้นจริงๆ ....


.

ปุกปุย




<--- Previous :  ความเสี่ยงจำกัด ...ผลตอบแทนไม่จำกัด

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

2012-08-29 SET50 พักตัว

ไม่ขออธิบายอะไรมาก มุมมองต่อ SET50 ในขณะนี้ มีโอกาสพักตัวได้เยอะ ...
จึงยังไม่ควรรีบเข้าซื้อหุ้นที่ราคาถอยลงมา ... แต่ให้จับตาหุ้นดีๆ ไว้รอโอกาส อันเหมาะสม 
ให้ลงให้สะเด็ดน้ำก่อน ค่อยซื้อ ใจเย็นๆ



2012-08-29 SET50 day

ตก Trend Line แล้ว ... ควรระวังไว้

MACD 4Red ตั้งแต่ เปิด ตลาดบ่าย

STochastic ถอยลงมาแค่ครึ่งทาง ... ยังลงได้อีก

Fibonacci ยังถอยไม่ถึง แนว 38.2 ... อาการสาหัส เกินบรรยาย


ไม่รู้อนาคตว่าลงลึกแค่ไหน แต่มั่นใจว่ายังไม่ขึ้นง่ายๆ แน่นอน



ปุกปุย


"""








วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันหยุดว่างๆ หาหนังดู มันส์

ในวันหยุด เยี่ยงนี้ ... บางทีพักผ่อนอยู่บ้าน ดูหนัง มันส์ กับ กาแฟ ร้อนๆ หอมกรุ่นสักแก้ว ก็ทำให้ สบายใจได้ดีเช่นกัน
....
เป็น เทรดเดอร์ ทั้งที จะหาหนังดู มันก็ต้องคู่ควรกัน หน่อย หลังจากค้นใน อากู๋ แล้ว เจอ เรื่องเด็ด เข้าให้แล้ว
เอามารวบรวมไว้เป็น Play List ให้ดูกันเพลิน ๆ

Million Dollar Trader

เรื่องนี้ ถึงจะแค่ สอง ชั่วโมงกว่า แต่มันส์ คับแน่นด้วย อารมณ์ ความรู้สึก โลภ กลัว กดดัน ของ เหล่า Traders มือใหม่


Links for PC
http://www.youtube.com/playlist?list=PLC051CC627978B92C


Links for Mobile :
http://m.youtube.com/#/playlist?list=PLC051CC627978B92C



ดูหนัง เสร็จแล้ว กลับมาย้อนดูตัว ... เคยทำอะไรพลาด แบบในหนังไหม ....
นำมาเป็นข้อคิด ปรับปรุง การเทรด และลงทุน ของตนเอง ต่อไป

ขอให้สนุก กับการรับชม นะครับ ....

ปุกปุย 





วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความเสี่ยงจำกัด... ผลตอบแทนไม่จำกัด

     ในโลกของการลงทุน เรามักได้ยินเสมอมาว่า "การลงทุนมีความเสี่ยง" ... แต่การลงทุนก็ให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนบางคนอย่างมากมาย และเหมือนจะง่ายดาย ... ทำให้หลายคนสนใจเข้ามาลงทุน ... บางคนก็มองว่ามันยาก ที่จะเป็นไปได้จริง  เพราะถ้ามันรวยง่ายจริง คนเล่นหุ้นก็รวยกันหมดแล้ว ทำไมยังมีคนเจ๊งหุ้นหมดตัว....
     ในความเป็นจริง โลกของนักลงทุนมันโหดร้าย เพราะมันเป็นโลกที่มี ทั้งคนได้เงิน และเสียเงิน คนที่ควบคุมความเสี่ยงของตนเองไม่ได้ ก็เท่ากับยอมรับความเสี่ยงไม่จำกัด...
    ...
    ...
    เกริ่นนำ ต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่ มาขนาดนี้ มันฟังดูดีจริงๆ ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ หันมายกแก้วกาแฟร้อนๆ ขึ้นมาดื่ม .... อืมมม!!! ...  กาแฟร้อนในแก้วเซรามิกสีขาวที่มีโลโก้นางเงือกสองหาง กับบรรยากาศสบายๆ ในบ่ายวันหยุด ... มันช่วยให้ความคิดลื่นไหลได้ดีจริงๆ พอวางแก้วกาแฟ กำลังจะหันไปพิมพ์ต่อ สายตาหันไปประสานกับสายตากึ่งมุ่งมั่น กึ่งคุกคาม คู่หนึ่ง เป็นสายตาของน้องผู้ชายคนหนึ่งที่มีท่าทางจริงจังคนหนึ่ง มายืนอยู่ตรงหน้า กำลังจะเอ่ยถามว่า "น้องมีอะไรรึเปล่าครับ" แต่ไม่ทันน้องถามสวนมาเลยด้วยน้ำเสียงกังวลปนตื่นเต้น
      "พี่ปุย... Wave Rider ใช่ไหมครับ.."
    แล้วบทสนทนาที่น่าสนใจของเรา ระหว่าง "น้องมือใหม่" และ Wave Rider ก็เริ่มขึ้น ...
 

....
น้องมือใหม่ : .. ใช่พี่ปุย ... ที่เขียนหนังสือ โต้คลื่นหุ้น.. รู้ทันเทคนิค จริงๆ เหรอครับ
Wave Rider : . ใช่ครับ .. ( เอ่อ ... มีอะไรไหมนี่)

น้องมือใหม่ : .. พี่ปุยช่วยเซ็นต์หนังสือให้หน่อยครับ .. 
                    (แล้วน้องก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบหนังสือ โต้คลื่นหุ้น ออกมา..)

Wave Rider : . ได้สิครับ ...​ เอ่อ!! น้องครับ ทำไมหนังสือมันมีโพสอิทติดเต็มเลยล่ะครับ

น้องมือใหม่ : .. แฮะๆ ... ผมอ่านไป 3 รอบ แล้วครับพี่ปุย ตรงไหนที่สำคัญ น่าสนใจ อ่านบ่อยๆ ผมก็ติดโพสอิท ไว้ครับ  บางบรรทัดอ่านแล้วโดน ผมเอาไฮไลท์ป้ายไว้ด้วยครับพี่

Wave Rider : .​ ทำขนาดนั้นเลยเหรอ ... (ติดโพสอิท ขนาดนี้ มันจะอ่านไปสอบ ที่ไหนวะ เนี่ย)
                       เรียบร้อยแล้วครับ 
น้องมือใหม่ : ..​ขอบคุณครับพี่ปุย หนังสือของพี่อ่านเข้าใจง่ายจริงๆ เลยครับ ผมดูกราฟเข้าใจมากขึ้นก็เพราะอ่านหนังสือของพี่เลยล่ะครับ

Wave Rider : ​ ขอบคุณครับ ... ยินดีที่เป็นประโยชน์ นะครับ...

น้องมือใหม่ : .. เอ่อ!! .. พี่ปุยครับ ผมมีข้อสงสัยนะครับ ถ้าเราใช้กราฟช่วยตัดสินใจ ซื้อขายได้แล้ว แต่ตอนซื้อหุ้น เราจะซื้อยังไงดีครับ จะซื้อทีเดียวเลย หรือจะทะยอยซื้อเท่าๆกัน หรือจะซื้อแบบปิรามิด ยังไงดีล่ะครับ  แล้วตอนขายอีกครับ  ผมตั้งราคาคัทลอสเอาไว้ที่ 5% ได้ไหมครับพี่ บางทีจะใช้เส้น EMA อย่างที่พี่เขียนในหนังสือมันก็มากกว่า 5% ผมกลัวขาดทุนเยอะครับ ..ทำยังไงดีครับ

Wave Rider : . อ่าา!! ...  อธิบายยังไงดีล่ะ ... (ขอลายเซ็นต์แล้ว ถามกูซะยาวเลยนะ)

                       ถ้าน้องตั้งคัทลอสไว้ 5% ก็หมายความว่า ถ้าราคามันถอยลงมาถึงจุดที่ขาย น้องก็ขาย บางทีราคามันจะถอยลงมาลึกกว่า 5% แล้วก็เด้งกลับขึ้นไปเลย แต่น้องขายไปแล้ว จะซื้อกลับก็ไม่กล้าแล้ว ก็ได้แต่นั่งมองใช่ไหมล่ะ .. ดังนั้นวิธีการยึดเส้น EMA เป็นแนวรับในการตั้งคัทลอสธรรมชาติ จะช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ได้นะ เพราะการที่ราคาลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย ก็แปลว่า แนวโน้มราคามันเริ่มลดลง ไม่ไปต่อแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นการพักตัวที่เส้นแล้วขึ้น หรือลงต่ำกว่าเส้นไปเลยก็ได้  ดังนั้นการขายคัทลอสตอนที่ตกเส้น EMA ก็เป็นจุดที่ ปลอดภัยที่จะทำกำไรแล้วล่ะ ... ส่วนวิธีการซื้อที่น้องถาม มันรายละเอียดมันเยอะนะ ต้องอธิบายยาวเลย .. เอาง่ายๆ น้องก็ซื้อตอนราคาทะลุผ่านแนวต้านได้ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้กันง่ายๆ เลยนะ

น้องมือใหม่ : .. เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับพี่ ... แล้วพี่ปุยพอจะมีเวลาอธิบายวิธีซื้อไหมครับ

Wave Rider : .​ (เอางั้นเลยเหรอ ... กาแฟร้อนยังเต็มแก้ว .. กำลังนั่งชิวๆ ไปไหนไม่รอด .... เอาวะน้องกล้าถาม ก็ตอบมันหน่อยก็ได้)
                       งั้นน้องนั่งเลย พี่จะอธิบายให้ฟัง ..แล้วน้องมีกระดาษปากกาไหม

น้องมือใหม่ : .. มีครับพี่ .. 
                       (น้องมือใหม่ .. หยิบสมุด Sketchbook กับดินสอ ออกมา)
Wave Rider : . โอ้ว!! ... พกของอย่างนี้ด้วยเหรอ

น้องมือใหม่ : .. ครับพี่ ไปไหน ผมก็พกไปด้วยล่ะครับ

Wave Rider : . (มันเตรียมตัวพร้อมขนาดนี้ อนาคตไกลจริงๆ)  ... เอ้า!! ขยับมานั่งใกล้ๆ
                     การจะซื้อหุ้น มันต้องเข้าใจการจำกัดความเสี่ยง ไม่ได้อยู่ที่จะซื้อหุ้นยังไง หรือจะทำกำไรเท่าไหร่ แต่ก่อนจะเอาเงินมาลงทุน เราต้องรู้ว่า เรายอมเสียเงินได้เท่าไหร่  ลองบอกพี่สิว่า ถ้ามีเงินลงทุน หนึ่งแสนบาท น้องจะยอมขาดทุนได้ เท่าไหร่ ... หนึ่งหมื่นไหวไหม หรือ ห้าพัน หรือน้อยกว่านั้น  
                    
น้องมือใหม่ : .. เอ่อ ...​ก็สัก 5,000 ครับพี่ 
Wave Rider : .  เหรอ .. พี่นึกว่า จะบอกว่าเสียได้ทั้งก้อน ... ถ้ายอมเสียได้ทั้งก้อนไม่ต้องเอาเงินมาลงทุนแล้ว เอาเงินไปบริจาคทำบุญเลยดีกว่า ได้ผลบุญตอบแทน ..  เราเอาเงินมาลงทุนให้มันงอกเงย ไม่ได้เอามาโปรยใส่ในตลาดฯ เล่นๆ 

(.... จิบกาแฟ สักหน่อย ทิ้งไว้เดี๋ยวมันเย็น..)

Wave Rider : .. ดังนั้นการซื้อหุ้นแต่ละครั้งเราต้อง Limit Risk ของเราเอาไว้ ก่อนที่เราจะซื้อ เราต้องมีการทำ Trading Plan ต้องเขียนแผนไว้ก่อนแล้วว่า หุ้นที่เราเล็งเอาไว้ เราจะเข้าซื้อด้วยสัญญาณเทคนิคอะไร แล้วจะคัทลอสตรงไหน หรือด้วยสัญญาณเทคนิคอะไร เช่น ซื้อตอนที่ผ่านแนวต้านทำยอดสูงใหม่ แล้ววางคัทลอสไว้ที่เส้น EMA15 แล้วเราก็เขียน มันไว้ในสมุด ส่วนจำนวนหุ้นที่จะซื้อ มันมีวิธีคิดอย่างนี้
                      มันมีกฎ 2% (2% Rule) ที่นักลงทุนเขาใช้ในการจำกัดการขาดทุนอยู่  ...



                     เช่น ถ้าเรามีเงิน 100,000 บาท เราจะจำกัด เงินที่เราจะยอมเสียได้ไว้ ที่ 2% ของเงินลงทุนทั้งก้อน ก็คือ แค่ 2,000 บาทเท่านั้น ... เราจะไม่ยอมให้เกิดการขาดทุนจากลงทุนมากกว่า 2% ของเงินลงทุนทั้งก้อน ดังนั้นสมมุติว่าเราจะซื้อหุ้น A ตามที่เราดูกราฟมาแล้ว คือจะซื้อที่ราคา  20 บาท และคัทลอสที่ 19 บาท เท่ากับเรายอมขาดทุนได้ 1 บาทต่อหุ้น  แต่เงินที่เรายอมเสียได้ คือ 2% ของ 100,000 บาท ก็เท่ากับ 2,000 บาท
                    หมายความว่า เราจะซื้อหุ้น A ได้ไม่เกิน [2,000 บาท / 1 บาทต่อหุ้น] เท่ากับ 2000 หุ้น 
เพราะว่าถ้าซื้อมากกว่านี้ พอเราคัทลอส ก็จะขาดทุนมากกว่า 2% ที่เราตั้งกฎเอาไว้ ดังนั้นในการซื้อครั้งแรก เราจะไม่ซื้อหุ้น A มากกว่า 2000 หุ้น ...​เข้าใจไหม

น้องมือใหม่ : .. อ้อ!!! เข้าใจบรรลุเลยครับพี่ ... แต่ว่าซื้อ  2000 หุ้นๆ ละ 20 บาทก็เป็นเงิน 40,000 บาท เองสิครับ แล้วเงินที่เหลือ ทำยังไงดีล่ะครับ

Wave Rider : . วิธีที่แนะนำ มันเป็นการบริหารจัดการเงินและควบคุมการขาดทุน โดยคำนวณหาจำนวนหุ้นที่เหมาะที่จะซื้อ บนขอบเขตของการขาดทุน ที่จำกัดเอาไว้  ถ้าราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นจนมีกำไรแล้ว ก็เอาเงินที่เหลือมาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นไง ..พอเข้าใจรึยัง

น้องมือใหม่ : ..​เข้าใจเลยครับพี่ แต่ว่าถ้าผมจะซื้อหุ้นหลายๆ ตัวล่ะครับ คิดยังไงครับ

Wave Rider : . งั้นสมมุติใหม่ ถ้าเรามีเงินสัก 1 ล้านบาท  แล้วเราเล็งกราฟ ดูหุ้นที่จะซื้อเอาไว้ 3 บริษัท​...มี ABC แล้วถ้า หุ้น A พื้นฐานดี ปันผลสวย ดูเทคนิคแล้วน่าจะไปได้ไกล เราก็อาจจะซื้อหุ้นตัวนี้ ในสัดส่วนที่มากกว่า ครึ่งของพอร์ท ก็ให้น้ำหนักหุ้น A ไว้ที่ 50% แล้วซื้อหุ้น B C น้อยกว่า สมุมติให้น้ำหนัก การลงทุนกับหุ้น B และ C ไว้ บริษัทฯ ละ 25% 
                       ดังนั้น เงิน 1 ล้านบาท เรารับความเสี่ยงได้ 2% ก็เท่ากับ 20,000 บาท จะไม่ยอมขาดทุนมากกว่านี้ แล้ว ..​.มาดูกัน ...
                       ถ้าหุ้น A  ดูกราฟแล้ว แนวต้านอยู่ที่ 40 บาทถ้าหุ้นผ่านแนวนี้ได้ จะเข้าซื้อ แล้ววางคัทลอสไว้ที่ 38 บาท  แสดงว่ายอมขาดทุนได้ 2 บาท ดังนั้นจำนวนหุ้นที่มากที่สุด ที่จะซื้อได้  ก็จะเป็น 
                       = 20,000 บาท x 50% / 2 บาท  =  5,000  หุ้น 
                       ในการซื้อหุ้น A ไม้แรกก็ซื้อ ได้ไม่เกิน 5000 หุ้น 
                       
                       ส่วนหุ้น B, C เราดูกราฟ ไปแล้วพบว่า หุ้น B ซื้อที่ 12 บาท คัทลอสที่ 11.60 บาท ส่วนหุ้น C ซื้อที่ 4 บาท คัทลอสที่ 3.70 บาท คำนวณจำนวนที่จะซื้อหุ้นของ หุ้น B, C  ดังนั้น
                       หุ้น B ซื้อได้ไม่เกิน  20,000 บาท  x 25% / (12.0-11.6)  = 12,500 หุ้น
                       หุ้น C ซื้อได้ไม่เกิน 20,000 บาท x 25%  / (4.0 -3.70)  = 16,500 หุ้น

                       ดั้งนั้นจำนวนเงินที่ใช้ในการซื้อ หุ้น ทั้งสามครั้งแรก ก็จะเป็น
                       หุ้น A :  40 บาท x 5000  = 200,000 บาท
                       หุ้น B : 12 บาท x 12500  = 150,000 บาท
                       หุ้น C : 4 บาท x 16,500  =   66,000 บาท 
                       รวมเป็น 416,000 บาท  ก็จะเหลือเงิน 584,000 บาท พอราคาหุ้น มันขึ้นมา มากกว่า ราคาทุนที่เราซื้อไปครั้งแรก ก็เอาเงินนั้นออกมาซื้อเพิ่มได้ 

น้องมือใหม่ : .. โอ้ว !! .. อย่างนี้ เราก็ไม่มีทางขาดทุนเยอะๆ เลยสิครับ ...​วิธีนี้มันง่ายมากเลยนะครับ ต้องขอบคุณพี่ปุยมากเลยครับ ที่สละเวลาอธิบายให้ฟัง ต่อไปเวลาซื้อหุ้น ผมจะได้เลิกมั่วแล้วล่ะครับ
ไม่รบกวนเวลา ของพี่แล้วล่ะครับ ... ไปละครับพี่ ...​สวัสดีครับ 
Wave Rider : ..​ด้วยความยินดีครับ น้อง ....​ถ้าเล่มสอง ของพี่ออกมาแล้ว ซื้ออีกนะครับ
น้องมือใหม่ : .. ไม่พลาดแน่ นอน เลยครับพี่  

 - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - + 

    น้องมือใหม่ ไปแล้ว แต่ความคิด ที่ได้คุยกับน้อง ยังวนเวียนอยู่ในหัว ...​ก่อนหน้านี้ จะพิมพ์ เรื่องอะไรก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว ต่อไม่ติดเลย .....​
    อืม เราพูดซะเยอะขนาดนั้น มันน่าจะเลี้ยงกาแฟเราสักแก้วเป็นค่าวิชานะเนี่ย  .... ฮึฮึ 

......

.. จบ


ปุกปุย 
.
.