Wave Riders Technical Course Online

Wave Riders Technical Course Online
เรียน Technical Course online สามาร click ที่ ภาพเลย

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

Project 89 Days Trading with Wave Riders : 01 บทนำ

Project 89 Days Trading with Wave Riders คือ อะไร ?

    - เป็นโครงการ ติดตามการเทรด ของ Wave Riders ระยะเวลา 89 วันทำการ  ตรงตัวตามชื่อเลย อันที่จริง อยากทำโครงการนี้ มาสักพักแล้ว แต่ลังเลว่าจะทำ ดีหรือไม่  เกรงว่า จะมีความเข้าใจผิดว่าเป็นการชี้นำการเทรด รึเปล่า

    - ดังนั้น บทความที่ตามหลังมา จากนี้ อีก 89 วันทำการ  จะเป็นการรีวิวสรุป ความคิดมุมมอง ก่อนเทรด และหลังจากเทรดจริง ของการเทรด ที่ผ่านไปแล้ว 1-2 สัปดาห์ เพื่อที่จะไม่มีปัญหาว่าเป็นการชีนำใดๆ  เพราะ โครงการนี้ ต้องการ แสดงมุมมอง การวิเคราะห์ การเตรียมตัวเทรด และการเทรดจริง

    - สิ่งที่จะได้ เห็นในบทความ คือ กราฟราคาของหุ้นที่เตรียมตัวเทรด การเตรียมแผนเทรด ผลของการเทรดจริง ความคิดระหว่างการเทรด (ซึ่งอาจจะมีทั้งที่คิดถูกและผิด)  การบันทึกผลการเทรด และการบันทึกสรุป  ดังนั้น บันทึกต่างๆ ในบทความนี้ จะถูกบันทึกอย่างตรงไปตรงมา อย่างเทรดเดอร์ธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะผิดพลาด โลภกลัว หรือมั่นใจรอบคอบ สำเร็จ ... และแน่นอน เทรดกัน กระจาย...


    89 Days Trading 

    เริ่มตัน : 4 มกราคม 2559      สิ้นสุด : 16 พฤษภาคม 2559
    ระยะเวลา 20 สัปดาห์


    -  ข้อมูลเบื้องต้น
    เงินลงทุนตั้งตัน  :  1 ล้านบาท
    Credit Line : 2 ล้าน
    สไตล์ การเทรด : Swing Trade ระยะกลาง 25% ของพอร์ท
                                Swing Trade ระยะสั้น 50 % ของพอร์ท

    % Risk of Capital  = 2-3%
    Reward-To-Risk Ratio  ไม่น้อยกว่า 3 เท่า
    Stop Loss ตามสภาพกราฟ

    Target   = Realized Profit ไม่น้อยกว่า 3 หมื่นบาท ต่อสัปดาห์
                 = 30,000 x 20 weeks  = 600,000 บาท

    (เป้าหมาย ท้าทายมาก ... ณ วันที่พิมพ์ นี้ ก็ยังไม่แน่ใจ ว่าตลาด จะ เอื้อให้สามารถทำได้จริงหรือไม่)



    -  Technical ที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟ 

          Basic Technical : Trend Line , แนวรับ แนวต้าน, Candlestick Patterns

          Indicator :  Volume with Band,  Awesome Oscillator,  DSMA (Dispatched Smoothed Moving Average)

          Advanced Technical : TD Sequential Count, Elliott Wave, The Zone , Fibonacci Clustering and Harmonic Patterns


    -  Trading Records

       ขอใช้ Trading Journal ของ www.stocktrader.com  เพราะยังหาของไทยที่ทำออกมาให้ใช้ง่าย และใช้ได้ดีใกล้เคียงกับ ที่นี่ยังไม่ได้  ดังนั้นหน่วยของเงินที่บันทึก มันจะแสดงเป็นสกุล $  (dollars) ก็ให้เข้าใจตรงกันว่า หมายถึง จำนวนเงินเป็น บาท ไทย ...

      หวังว่า โครงการ นี้ จะเป็นประโยชน์ กับหลายๆ คน  ... ผู้เขียนเอง อาจจะได้รับความขายหน้าบ้างก็ยอมล่ะ ครับ

..







Wave Riders Pui



รวม ลิงค์ ทุกบทความ





01 Project 89 Days Trading with Wave Riders : 01 บทนำ

02 Project 89 Days Trading with Wave Riders : 02 Before Start

03 Project 89 Days Trading with Wave Riders : 03 Monthly Review

04 Project 89 Days Trading with Wave Riders : 04 Week 01

05 Project 89 Days Trading with Wave Riders : 05 Week 01 - part 2

06 Project 89 Days Trading with Wave Riders : 06 Week 02

07 Project 89 Days Trading with Wave Riders : 07 Week 03

08 Project 89 Days Trading with Wave Riders : 08 Week 04

09 Project 89 Days Trading with Wave Riders : 09 Week 05 part 1

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Divergence บอกอะไร ... กันแน่

          Divergence ในทาง เทคนิคอล หมายถึง การที่กราฟราคาหุ้น กับ Indicator ขยับในทิศทางที่แตกต่างกัน ไม่สอดคล้องกัน โดยปกติ Indicator ที่ใช้ดูสัญญาณ Divergence จะเป็นเครื่องมือประเภท Oscillator เช่น RSI, ROC (Rate of Change), MACD, Stochastic หรือ MACD Oscillator ซึ่งเครื่องมือพวกนี้ จะใช้แสดงพลังของราคา หรือ Momentum ของราคา หรือ การเหวี่ยงของราคา

          ในสภาพปกติ ถ้าราคาหุ้นวิ่งขึ้น Oscillator ก็ควรแสดงผล วิ่งขึ้นด้วย เป็นการแสดง Momentum ของราคาที่เพิ่มมากขึ้น ถ้าราคาถดถอยลง Oscillator ก็ควรที่จะลดถอยลง แสดง Momentum ของราคาที่ลดลง ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ของราคา กับ Oscillator ที่สอดคล้องกัน เขาเรียกว่ามัน “Agree” กัน
          ถ้าราคาหุ้นกับ Oscillator มันเกิด “Disagree” กันขึ้นมาล่ะ  คือ ราคาวิ่งขึ้น New High แต่ Oscillator กลับขึ้นนิดเดียว หรือ ราคาลง New Low แต่ Oscillator กลับถอยลงนิดเดียว เขาจึงเรียกรวมอาการพวกนี้ว่า Divergence

          Divergence ถ้าเกิดขึ้นแล้ว มันหมายถึงอะไร ?? 
          
          มันมีความเชื่อของ Trader มือใหม่อยู่ว่า ถ้าเห็น Divergence แปลว่า ราคาหุ้น มันจะกลับตัว คือ ถ้าราคาวิ่งขึ้นอยู่แล้ว พอเกิด Divergence แล้ว ราคาหุ้นจะเปลี่ยนเป็นวิ่งลง หรือ ราคากำลังวิ่งลง พอเห็น Divergence แล้ว ราคากำลังจะกลับตัวขึ้นไป ถ้าถามว่ามันถูกไหม ก็ขอตอบว่า มันไม่จริง  ก็มีบ้างที่กลับตัวจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ราคาจะกลับตัวทุกครั้งที่เกิด Divergence

          ในความเป็นจริง Divergence มันแสดงกำลังของการเคลื่อนที่ของราคาที่ลดน้อยถอยลง คือราคาวิ่งขึ้น New High แล้วเกิด Divergence Oscillator ก็แปลว่า การที่ราคาเคลื่อนที่ New High ขึ้นไปได้นั้น พลังของราคานั้นมันลดลงกว่าการวิ่งขึ้นครั้งก่อน เป็นไปได้ที่ราคาหุ้นจะถดถอยลงมาหลังจากวิ่งขึ้นจบแล้ว หรืออาจจะพักตัวออกข้างก็ได้ ดังนั้น การเกิด Divergence ไม่ได้หมายความว่า ราคาหุ้นจะเปลี่ยนทิศทางจากขาขึ้นมาเป็นขาลง

[ การเกิด Divergence หมายความว่า ราคาหุ้นแค่หมดแรง ไม่ใช่จะเปลี่ยนทิศทาง สัญญาณอื่นจะมายืนยันการเปลี่ยนทิศภายหลัง ]

          ในหุ้นที่มีพลังสูงๆ วิ่งขึ้นต่อเนื่องมายาวนาน เวลาที่ จะเปลี่ยนทิศเป็นขาลง อาจจะเกิด Divergence ได้ 2 ถึง 3 ครั้ง หรือมากกว่านั้นก็ได้ ก่อนที่จะกลับทิศเป็นขาลง ส่วนในขาลงที่ราคาดำดิ่งลงไปลึกๆ ก็เหมือนกัน กว่าจะกลับตัวเป็นขาขึ้นได้ ก็อาจจะเกิด Divergence หลายๆ ครั้งก่อนก็ได้ 

           ตัวอย่างกราฟในภาพด้านล่าง จะเห็นว่า MACD ไหลลงต่อเนื่องทำ Divergence ไปหลายครั้ง ราคาก็ยังไม่เปลี่ยนทิศเป็นขาลง จนกระทั่ง EMA เกิด Dead Cross และราคาทำ New Low ลงมาใต้แนว Support Line ทางด้านขวาของภาพกราฟ ตรงนั้นถึงจะยืนยันการเปลี่ยนทิศเป็นขาลง



       

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วิกฤติเกิด รับมือยังไง


ลงทุนอย่างไร ในสภาวะวิกฤติ ... เป็นคำถามของใครหลายคน

      ในหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านสภาวะวิกฤติมาหลายต่อหลายครั้ง ... บ้างก็เป็นวิกฤติเศรษฐกิจจากต่างประเทศ บ้างก็เป็นวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยเอง บางครั้งก็มาจากภัยธรรมชาติ หรือการก่อวินาศกรรม และอีกหลายครั้งมากจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ในเหตุการณ์แต่ละครั้งมีผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และการลงทุนในประเทศ มีทั้งหนักเบา ระยะสั้นยาว แตกต่างกันไปตามแต่ละเหตุการณ์

      บางวิกฤติเป็นเหตุการณ์ที่ค่อยๆ เกิดสามารถคาดการณ์ผลกระทบได้ อาจจะไม่เกิดการตกใจเทขายกันรุนแรง แต่จะค่อยๆ ลงลึกยาวนาน ก่อนลงและระหว่างลงจะมีสัญญาณทางปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยทางเทคนิคเตือนให้เห็นก่อนล่วงหน้า และระหว่างทางเห็นระยะๆ ทำให้เราสามารถปรับพอร์ทการลงทุนได้ทัน




      แต่สภาวะวิกฤติที่เกิดเป็นข่าวร้าย แบบฉับพลันทันที มวลชนส่วนใหญ่ตกใจ และมีความกังวลราคาหุ้น ส่วนมากจะถดถอยลง รวดเร็วและรุนแรง จากการตกใจขาย ตอบรับกับข่าวร้ายทันที ในกรณีแบบนี้ สิ่งที่นักลงทุนเองจะต้องทำ คือ การมีสติ คิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ อาจจะต้องดูสภาพโดยรวมของตลาดด้วยว่าเป็นอย่างไร เป็นขาขึ้น หรือขาลง หรือยังไม่ทิศทางชัดเจน ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เตรียมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดตามมา หากสภาพตลาดเป็นขาขึ้นอยู่ การตกใจแบบนั้นจะส่งผลระยะสั้น ลงเร็วรุนแรง และจะเด้งกลับอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหุ้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เลย ราคาอาจลงน้อยมาก แต่ถ้าสภาพตลาดเป็นขาลงอยู่แล้ว หรือไม่ชัดเจนรอการตัดสินใจ ข่าวร้ายแบบนี้จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเทขายอย่างรุนแรง ลงลึก หรือเปิดกระโดดที่แนวรับถัดลงไปเลยก็ได้ แล้วเด้งกลับขึ้นมาจากแรงซื้อบางส่วน ซึ่งจะเด้งไม่แรงนัก และพร้อมจะลงต่อได้ด้วย

      ดังนั้นนักลงทุนเอง ต้องวิเคราะห์ แยกแยะเหตุการณ์ และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา อย่างมีสติ และมีวิจารณญาณอย่างดี ข้อมูล (Information) ต่างๆ ที่ได้รับมาในปัจจุบันค่อนข้างรวดเร็ว และขาดการตรวจสอบกลั่นกรอง โดยเฉพาะจาก Social Media ต่างๆ ที่แชร์ส่งต่อกันมา แนะนำให้ แยกข้อมูลออกเป็น 4 ประเภท คือ
 1. ความจริง (Facts)
 2.ความคิดเห็น หรือการคาดการณ์ (Comments or Forecasts)
 3. รายงานข่าว (News or Announcement)
 4. ข่าวลือ (Rumors)

      ความจริง (Facts)  เป็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ เช่น มีการปิดถนน ยึดสนามบิน ทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ หรือภัยธรรมชาติ กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร หรือการดำเนินธุรกิจ หรือการปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดิบ หรือเปลี่ยนแปลงค่าระวางเรือ Facts จะกระทบพื้นฐานของกิจการ หรือโดนผลประกอบการตรงๆ ก็จะทำให้ราคาหุ้นที่โดนกระทบตรงๆ ปรับตัวลงอย่างแรง แต่กิจการที่โดนกระทบทางอ้อมก็จะมีอาการตกใจลงด้วย

      ความคิดเห็นหรือการคาดการณ์ (Comments or Forecasts) จะเห็นบทวิเคราะห์ หรือการคาดการณ์อนาคตต่างๆ จากสถาบันทางเศรษฐกิจ การเงินต่างๆ หรือจากนักวิเคราะห์ นักวิชาการต่างๆ เช่น การคาดการณ์ยอดการส่งออกประจำปี หรือประเมินตัวเลข GDP ของประเทศ หรือความคิดเห็นจากนักวิชาการต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ข้อมูลเหล่านี้ ล้วนเป็นการคาดเดา อนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เอามาประกอบการตัดสินใจในแนวโน้มระยะยาวพอได้ แต่ไม่มีผลกระทบอะไรรุนแรง

      รายงานข่าว (News or Announcement) คือ รายงานผลประกอบการ หรือข่าวที่นำเสนอรายละเอียดเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว หลายครั้งราคาหุ้นมักจะเกิดการรับรู้ผลประกอบการไปก่อนหน้าแล้ว จนราคาขึ้นมา overvalue กลายเป็นว่า ข่าวดีมา แต่ราคาขึ้นนิดหน่อย หรือราคาลง หรือข่าวดีที่รายงานผลประกอบการออกมาดี แต่ตลาดรับรู้ผลซื้อขายกันไปหมดแล้ว หลังจากประกาศผลประกอบการออกมา ราคาก็จะขยับเพราะข่าวไม่มากแล้ว แต่ถ้าเป็นผลประกอบการเลวร้าย ก่อนประกาศผลจะราคาจะลงจากการคาดการณ์รอบหนึ่ง พอประกาศผลประกอบการออกมาว่าแย่จริงๆ ราคาก็จะโดนเทขายอีกรอบหนึ่ง หรือกรณีที่เป็นการแถลงข่าวที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโดยตรง เช่น ข่าวยุบสภา หรือปรับคณะรัฐมนตรี เป็นต้น ก็จะมีผลกับอารมณ์ตลาดโดยรวม

       สุดท้าย ข่าวลือ (Rumors) ข้อมูลพวกนี้ ส่วนมากจะมาตามสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่มีที่มาของแหล่งข่าว ส่งต่อๆ กันมา โดยที่คนส่งก็ไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เห็นในมือถืออ่านแล้วตกใจ ชอบใจ สะใจ ก็กดแชร์ออกไปเลย ข้อมูลพวกนี้กระจายรวดเร็ว แพร่ออกไปอย่างขาดสติ หลายครั้งข่าวลือพวกนี้ทำให้ราคาหุ้นโดนขายกดลงมาอย่างรุนแรง

       หากนักลงทุนควรประเมินว่า ข้อมูลที่ได้รับมาเป็นข้อมูลประเภทไหน มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวม หรือกระทบราคาหุ้นเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม หรือกระทบเฉพาะกิจการบางแห่งเท่านั้น หรือเป็นเพียงข่าวลือ ที่กระทบใจคน ไม่ได้มีผลกระทบต่อพื้นฐานของกิจการ อาจจะเป็นจังหวะที่ดี ที่นักลงทุนจะได้เข้าซื้อของดีราคาถูกก็ได้ ... แต่หากเพิ่งเข้าซื้อหุ้นบางตัวไป แล้วตลาดตกใจในข่าวจนราคาหุ้นที่เราเพิ่งซื้อจนราคาหลุดต่ำกว่า Stop Loss เราทำแผนไว้ก็ต้องทำตามวินัยขายทิ้งไปตามแผน แล้วค่อยใช้กราฟเทคนิคหาจังหวะดีๆ ใหม่อีกครั้ง ถ้าเป็นหุ้นที่ถือลงทุนมาพอสมควรแล้ว ก็พิจารณาผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากมีผลกระทบไม่ดีโดยตรง ก็ควรขายออกให้เร็ว มีผลกระทบบ้างจะทยอยขายทำกำไรไปบ้างก็ได้ไม่ว่ากัน หรือไม่มีผลกระทบเลยแต่ลดราคาลงมาให้เยอะจะซื้อเก็บเพิ่มก็ไม่มีใครว่ากัน ...

       ในสภาวะวิกฤติ มีโอกาสอยู่เสมอ รับทราบข้อมูลอะไรมาแล้ว ตั้งสติให้ดี อย่ามัวแต่ตกใจ หรือตื่นเต้นดีใจ แชร์ให้คนนั้นคนนี้ แต่ปล่อยจังหวะดีๆ ที่จะต้องซื้อหรือขาย ให้ผ่านเลยไปอย่าน่าเสียดาย....

 Wave Riders Pui


วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เลือกหุ้น หุ่นดี ด้วย CANSLIM


เทคนิค CANSLIM คืออะไร?? คำถาม ลอยมาหา หลังจากมีหนังสือแปล เรื่องนี้ออกมา และมีหลายๆ คนพูดถึง ... ก็ขอตอบ อธิบายให้เข้าใจกัน

CANSLIM เป็นระบบวิธีการเลือกบริษัทในการซื้อหุ้นลงทุน คิดโดย William J. O'Neil เป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นประธานของหนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อ Investor’s Business Daily ด้วยวิธีของเขา ทำให้เขาสามารถทำเงินจากตลาดในช่วงปี 1953 ถึง 1990 ได้อย่างมหาศาล โดยมีการแบ่งเป็นประเด็นในการพิจารณาตามตัวอักษร มีทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่

C - Current quarterly earnings per share

เป็นการเปรียบเทียบกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ Quarter ปัจจุบันกับ Quarter เดียวกันของปีที่แล้ว เช่น ปัจจุบันเป็น Q1/2015 ก็เทียบกับ Q1/2014


A – Annual Earnings Growth

ดูการเติบโตของผลกำไรต่อเนื่องตลอด 5 ปีสุดท้าย ควรมีการสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 5 ปีสุดท้าย


N – New Product, New Management or New High

หมายถึง การมีสินค้าใหม่ บริการใหม่ หรือเทคโนโลยีใหม่ มานำเสนอให้กับลูกค้า หรือผู้บริหารใหม่ ทีมบริหารใหม่ ผู้ร่วมทุนรายใหม่ นโยบายการบริหารใหม่ หรือราคาทำ New High


S – Small Supply Large Demand Shares Outstanding

หมายถึง ปริมาณหุ้นที่มีให้ซื้อขายได้ในตลาด การที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดน้อย (Low Supply) เมื่อหุ้นมีความต้องการจากนักลงทุนมากขึ้น (High Demand) ราคาจะขยับเพิ่มขึ้นได้รวดเร็ว ดังนั้นหากเทียบหุ้น 2 บริษัท ที่มีสภาวะอื่นเหมือนกันทุกอย่าง ปริมาณหุ้นของกิจการที่มีน้อยกว่า จะมีโอกาสวิ่งเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วกว่า

L – Leader

เลือกหุ้นที่เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือมีสภาพแข็งแกร่งกว่าตลาด หรือหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน

I – Institutional Sponsorship

เลือกหุ้นที่มีกลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคาร กองทุนต่างชาติ หรือ Thai NVDR เหล่านี้ เข้ามาซื้อถือลงทุน

M – Market Decision

ทิศทางของตลาด เป็นสิ่งสำคัญอีกองค์ประกอบ ต่อให้ทุกอย่างดีหมด แต่ถ้าสภาพตลาดเริ่มเป็นขาลง หรือซึมเซาออกข้าง หรือขึ้นมาสูงมากจนไปต่อยากแล้ว นักลงทุนมีความกลัวกังวลในการเข้าซื้อหุ้น ก็อาจจะไม่ใช่จังหวะที่ดีในการเข้าซื้อหุ้นก็ได้