Wave Riders Technical Course Online

Wave Riders Technical Course Online
เรียน Technical Course online สามาร click ที่ ภาพเลย

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความเสี่ยงจำกัด... ผลตอบแทนไม่จำกัด

     ในโลกของการลงทุน เรามักได้ยินเสมอมาว่า "การลงทุนมีความเสี่ยง" ... แต่การลงทุนก็ให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนบางคนอย่างมากมาย และเหมือนจะง่ายดาย ... ทำให้หลายคนสนใจเข้ามาลงทุน ... บางคนก็มองว่ามันยาก ที่จะเป็นไปได้จริง  เพราะถ้ามันรวยง่ายจริง คนเล่นหุ้นก็รวยกันหมดแล้ว ทำไมยังมีคนเจ๊งหุ้นหมดตัว....
     ในความเป็นจริง โลกของนักลงทุนมันโหดร้าย เพราะมันเป็นโลกที่มี ทั้งคนได้เงิน และเสียเงิน คนที่ควบคุมความเสี่ยงของตนเองไม่ได้ ก็เท่ากับยอมรับความเสี่ยงไม่จำกัด...
    ...
    ...
    เกริ่นนำ ต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่ มาขนาดนี้ มันฟังดูดีจริงๆ ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ หันมายกแก้วกาแฟร้อนๆ ขึ้นมาดื่ม .... อืมมม!!! ...  กาแฟร้อนในแก้วเซรามิกสีขาวที่มีโลโก้นางเงือกสองหาง กับบรรยากาศสบายๆ ในบ่ายวันหยุด ... มันช่วยให้ความคิดลื่นไหลได้ดีจริงๆ พอวางแก้วกาแฟ กำลังจะหันไปพิมพ์ต่อ สายตาหันไปประสานกับสายตากึ่งมุ่งมั่น กึ่งคุกคาม คู่หนึ่ง เป็นสายตาของน้องผู้ชายคนหนึ่งที่มีท่าทางจริงจังคนหนึ่ง มายืนอยู่ตรงหน้า กำลังจะเอ่ยถามว่า "น้องมีอะไรรึเปล่าครับ" แต่ไม่ทันน้องถามสวนมาเลยด้วยน้ำเสียงกังวลปนตื่นเต้น
      "พี่ปุย... Wave Rider ใช่ไหมครับ.."
    แล้วบทสนทนาที่น่าสนใจของเรา ระหว่าง "น้องมือใหม่" และ Wave Rider ก็เริ่มขึ้น ...
 

....
น้องมือใหม่ : .. ใช่พี่ปุย ... ที่เขียนหนังสือ โต้คลื่นหุ้น.. รู้ทันเทคนิค จริงๆ เหรอครับ
Wave Rider : . ใช่ครับ .. ( เอ่อ ... มีอะไรไหมนี่)

น้องมือใหม่ : .. พี่ปุยช่วยเซ็นต์หนังสือให้หน่อยครับ .. 
                    (แล้วน้องก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบหนังสือ โต้คลื่นหุ้น ออกมา..)

Wave Rider : . ได้สิครับ ...​ เอ่อ!! น้องครับ ทำไมหนังสือมันมีโพสอิทติดเต็มเลยล่ะครับ

น้องมือใหม่ : .. แฮะๆ ... ผมอ่านไป 3 รอบ แล้วครับพี่ปุย ตรงไหนที่สำคัญ น่าสนใจ อ่านบ่อยๆ ผมก็ติดโพสอิท ไว้ครับ  บางบรรทัดอ่านแล้วโดน ผมเอาไฮไลท์ป้ายไว้ด้วยครับพี่

Wave Rider : .​ ทำขนาดนั้นเลยเหรอ ... (ติดโพสอิท ขนาดนี้ มันจะอ่านไปสอบ ที่ไหนวะ เนี่ย)
                       เรียบร้อยแล้วครับ 
น้องมือใหม่ : ..​ขอบคุณครับพี่ปุย หนังสือของพี่อ่านเข้าใจง่ายจริงๆ เลยครับ ผมดูกราฟเข้าใจมากขึ้นก็เพราะอ่านหนังสือของพี่เลยล่ะครับ

Wave Rider : ​ ขอบคุณครับ ... ยินดีที่เป็นประโยชน์ นะครับ...

น้องมือใหม่ : .. เอ่อ!! .. พี่ปุยครับ ผมมีข้อสงสัยนะครับ ถ้าเราใช้กราฟช่วยตัดสินใจ ซื้อขายได้แล้ว แต่ตอนซื้อหุ้น เราจะซื้อยังไงดีครับ จะซื้อทีเดียวเลย หรือจะทะยอยซื้อเท่าๆกัน หรือจะซื้อแบบปิรามิด ยังไงดีล่ะครับ  แล้วตอนขายอีกครับ  ผมตั้งราคาคัทลอสเอาไว้ที่ 5% ได้ไหมครับพี่ บางทีจะใช้เส้น EMA อย่างที่พี่เขียนในหนังสือมันก็มากกว่า 5% ผมกลัวขาดทุนเยอะครับ ..ทำยังไงดีครับ

Wave Rider : . อ่าา!! ...  อธิบายยังไงดีล่ะ ... (ขอลายเซ็นต์แล้ว ถามกูซะยาวเลยนะ)

                       ถ้าน้องตั้งคัทลอสไว้ 5% ก็หมายความว่า ถ้าราคามันถอยลงมาถึงจุดที่ขาย น้องก็ขาย บางทีราคามันจะถอยลงมาลึกกว่า 5% แล้วก็เด้งกลับขึ้นไปเลย แต่น้องขายไปแล้ว จะซื้อกลับก็ไม่กล้าแล้ว ก็ได้แต่นั่งมองใช่ไหมล่ะ .. ดังนั้นวิธีการยึดเส้น EMA เป็นแนวรับในการตั้งคัทลอสธรรมชาติ จะช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ได้นะ เพราะการที่ราคาลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย ก็แปลว่า แนวโน้มราคามันเริ่มลดลง ไม่ไปต่อแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นการพักตัวที่เส้นแล้วขึ้น หรือลงต่ำกว่าเส้นไปเลยก็ได้  ดังนั้นการขายคัทลอสตอนที่ตกเส้น EMA ก็เป็นจุดที่ ปลอดภัยที่จะทำกำไรแล้วล่ะ ... ส่วนวิธีการซื้อที่น้องถาม มันรายละเอียดมันเยอะนะ ต้องอธิบายยาวเลย .. เอาง่ายๆ น้องก็ซื้อตอนราคาทะลุผ่านแนวต้านได้ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้กันง่ายๆ เลยนะ

น้องมือใหม่ : .. เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับพี่ ... แล้วพี่ปุยพอจะมีเวลาอธิบายวิธีซื้อไหมครับ

Wave Rider : .​ (เอางั้นเลยเหรอ ... กาแฟร้อนยังเต็มแก้ว .. กำลังนั่งชิวๆ ไปไหนไม่รอด .... เอาวะน้องกล้าถาม ก็ตอบมันหน่อยก็ได้)
                       งั้นน้องนั่งเลย พี่จะอธิบายให้ฟัง ..แล้วน้องมีกระดาษปากกาไหม

น้องมือใหม่ : .. มีครับพี่ .. 
                       (น้องมือใหม่ .. หยิบสมุด Sketchbook กับดินสอ ออกมา)
Wave Rider : . โอ้ว!! ... พกของอย่างนี้ด้วยเหรอ

น้องมือใหม่ : .. ครับพี่ ไปไหน ผมก็พกไปด้วยล่ะครับ

Wave Rider : . (มันเตรียมตัวพร้อมขนาดนี้ อนาคตไกลจริงๆ)  ... เอ้า!! ขยับมานั่งใกล้ๆ
                     การจะซื้อหุ้น มันต้องเข้าใจการจำกัดความเสี่ยง ไม่ได้อยู่ที่จะซื้อหุ้นยังไง หรือจะทำกำไรเท่าไหร่ แต่ก่อนจะเอาเงินมาลงทุน เราต้องรู้ว่า เรายอมเสียเงินได้เท่าไหร่  ลองบอกพี่สิว่า ถ้ามีเงินลงทุน หนึ่งแสนบาท น้องจะยอมขาดทุนได้ เท่าไหร่ ... หนึ่งหมื่นไหวไหม หรือ ห้าพัน หรือน้อยกว่านั้น  
                    
น้องมือใหม่ : .. เอ่อ ...​ก็สัก 5,000 ครับพี่ 
Wave Rider : .  เหรอ .. พี่นึกว่า จะบอกว่าเสียได้ทั้งก้อน ... ถ้ายอมเสียได้ทั้งก้อนไม่ต้องเอาเงินมาลงทุนแล้ว เอาเงินไปบริจาคทำบุญเลยดีกว่า ได้ผลบุญตอบแทน ..  เราเอาเงินมาลงทุนให้มันงอกเงย ไม่ได้เอามาโปรยใส่ในตลาดฯ เล่นๆ 

(.... จิบกาแฟ สักหน่อย ทิ้งไว้เดี๋ยวมันเย็น..)

Wave Rider : .. ดังนั้นการซื้อหุ้นแต่ละครั้งเราต้อง Limit Risk ของเราเอาไว้ ก่อนที่เราจะซื้อ เราต้องมีการทำ Trading Plan ต้องเขียนแผนไว้ก่อนแล้วว่า หุ้นที่เราเล็งเอาไว้ เราจะเข้าซื้อด้วยสัญญาณเทคนิคอะไร แล้วจะคัทลอสตรงไหน หรือด้วยสัญญาณเทคนิคอะไร เช่น ซื้อตอนที่ผ่านแนวต้านทำยอดสูงใหม่ แล้ววางคัทลอสไว้ที่เส้น EMA15 แล้วเราก็เขียน มันไว้ในสมุด ส่วนจำนวนหุ้นที่จะซื้อ มันมีวิธีคิดอย่างนี้
                      มันมีกฎ 2% (2% Rule) ที่นักลงทุนเขาใช้ในการจำกัดการขาดทุนอยู่  ...



                     เช่น ถ้าเรามีเงิน 100,000 บาท เราจะจำกัด เงินที่เราจะยอมเสียได้ไว้ ที่ 2% ของเงินลงทุนทั้งก้อน ก็คือ แค่ 2,000 บาทเท่านั้น ... เราจะไม่ยอมให้เกิดการขาดทุนจากลงทุนมากกว่า 2% ของเงินลงทุนทั้งก้อน ดังนั้นสมมุติว่าเราจะซื้อหุ้น A ตามที่เราดูกราฟมาแล้ว คือจะซื้อที่ราคา  20 บาท และคัทลอสที่ 19 บาท เท่ากับเรายอมขาดทุนได้ 1 บาทต่อหุ้น  แต่เงินที่เรายอมเสียได้ คือ 2% ของ 100,000 บาท ก็เท่ากับ 2,000 บาท
                    หมายความว่า เราจะซื้อหุ้น A ได้ไม่เกิน [2,000 บาท / 1 บาทต่อหุ้น] เท่ากับ 2000 หุ้น 
เพราะว่าถ้าซื้อมากกว่านี้ พอเราคัทลอส ก็จะขาดทุนมากกว่า 2% ที่เราตั้งกฎเอาไว้ ดังนั้นในการซื้อครั้งแรก เราจะไม่ซื้อหุ้น A มากกว่า 2000 หุ้น ...​เข้าใจไหม

น้องมือใหม่ : .. อ้อ!!! เข้าใจบรรลุเลยครับพี่ ... แต่ว่าซื้อ  2000 หุ้นๆ ละ 20 บาทก็เป็นเงิน 40,000 บาท เองสิครับ แล้วเงินที่เหลือ ทำยังไงดีล่ะครับ

Wave Rider : . วิธีที่แนะนำ มันเป็นการบริหารจัดการเงินและควบคุมการขาดทุน โดยคำนวณหาจำนวนหุ้นที่เหมาะที่จะซื้อ บนขอบเขตของการขาดทุน ที่จำกัดเอาไว้  ถ้าราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นจนมีกำไรแล้ว ก็เอาเงินที่เหลือมาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นไง ..พอเข้าใจรึยัง

น้องมือใหม่ : ..​เข้าใจเลยครับพี่ แต่ว่าถ้าผมจะซื้อหุ้นหลายๆ ตัวล่ะครับ คิดยังไงครับ

Wave Rider : . งั้นสมมุติใหม่ ถ้าเรามีเงินสัก 1 ล้านบาท  แล้วเราเล็งกราฟ ดูหุ้นที่จะซื้อเอาไว้ 3 บริษัท​...มี ABC แล้วถ้า หุ้น A พื้นฐานดี ปันผลสวย ดูเทคนิคแล้วน่าจะไปได้ไกล เราก็อาจจะซื้อหุ้นตัวนี้ ในสัดส่วนที่มากกว่า ครึ่งของพอร์ท ก็ให้น้ำหนักหุ้น A ไว้ที่ 50% แล้วซื้อหุ้น B C น้อยกว่า สมุมติให้น้ำหนัก การลงทุนกับหุ้น B และ C ไว้ บริษัทฯ ละ 25% 
                       ดังนั้น เงิน 1 ล้านบาท เรารับความเสี่ยงได้ 2% ก็เท่ากับ 20,000 บาท จะไม่ยอมขาดทุนมากกว่านี้ แล้ว ..​.มาดูกัน ...
                       ถ้าหุ้น A  ดูกราฟแล้ว แนวต้านอยู่ที่ 40 บาทถ้าหุ้นผ่านแนวนี้ได้ จะเข้าซื้อ แล้ววางคัทลอสไว้ที่ 38 บาท  แสดงว่ายอมขาดทุนได้ 2 บาท ดังนั้นจำนวนหุ้นที่มากที่สุด ที่จะซื้อได้  ก็จะเป็น 
                       = 20,000 บาท x 50% / 2 บาท  =  5,000  หุ้น 
                       ในการซื้อหุ้น A ไม้แรกก็ซื้อ ได้ไม่เกิน 5000 หุ้น 
                       
                       ส่วนหุ้น B, C เราดูกราฟ ไปแล้วพบว่า หุ้น B ซื้อที่ 12 บาท คัทลอสที่ 11.60 บาท ส่วนหุ้น C ซื้อที่ 4 บาท คัทลอสที่ 3.70 บาท คำนวณจำนวนที่จะซื้อหุ้นของ หุ้น B, C  ดังนั้น
                       หุ้น B ซื้อได้ไม่เกิน  20,000 บาท  x 25% / (12.0-11.6)  = 12,500 หุ้น
                       หุ้น C ซื้อได้ไม่เกิน 20,000 บาท x 25%  / (4.0 -3.70)  = 16,500 หุ้น

                       ดั้งนั้นจำนวนเงินที่ใช้ในการซื้อ หุ้น ทั้งสามครั้งแรก ก็จะเป็น
                       หุ้น A :  40 บาท x 5000  = 200,000 บาท
                       หุ้น B : 12 บาท x 12500  = 150,000 บาท
                       หุ้น C : 4 บาท x 16,500  =   66,000 บาท 
                       รวมเป็น 416,000 บาท  ก็จะเหลือเงิน 584,000 บาท พอราคาหุ้น มันขึ้นมา มากกว่า ราคาทุนที่เราซื้อไปครั้งแรก ก็เอาเงินนั้นออกมาซื้อเพิ่มได้ 

น้องมือใหม่ : .. โอ้ว !! .. อย่างนี้ เราก็ไม่มีทางขาดทุนเยอะๆ เลยสิครับ ...​วิธีนี้มันง่ายมากเลยนะครับ ต้องขอบคุณพี่ปุยมากเลยครับ ที่สละเวลาอธิบายให้ฟัง ต่อไปเวลาซื้อหุ้น ผมจะได้เลิกมั่วแล้วล่ะครับ
ไม่รบกวนเวลา ของพี่แล้วล่ะครับ ... ไปละครับพี่ ...​สวัสดีครับ 
Wave Rider : ..​ด้วยความยินดีครับ น้อง ....​ถ้าเล่มสอง ของพี่ออกมาแล้ว ซื้ออีกนะครับ
น้องมือใหม่ : .. ไม่พลาดแน่ นอน เลยครับพี่  

 - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - +  - + - + 

    น้องมือใหม่ ไปแล้ว แต่ความคิด ที่ได้คุยกับน้อง ยังวนเวียนอยู่ในหัว ...​ก่อนหน้านี้ จะพิมพ์ เรื่องอะไรก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว ต่อไม่ติดเลย .....​
    อืม เราพูดซะเยอะขนาดนั้น มันน่าจะเลี้ยงกาแฟเราสักแก้วเป็นค่าวิชานะเนี่ย  .... ฮึฮึ 

......

.. จบ


ปุกปุย 
.
.







วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ออมในหุ้น .. ก็ดีนะ

          ในวัยเด็กของพวกเรา มักจะถูกสอนกันมาเสมอ ให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด ใช้น้อยกว่ารายได้ เหลือให้เก็บออม ให้ขยันตั้งใจเรียนให้เก่งๆ จะได้มีงานทำดีๆ มีฐานะมั่นคง ... แต่ในโลกของความเป็นจริงมันเป็นเช่นนั้นจริง หรือ ... 

          คนเรียนเก่งมากมาย ที่ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ในการทำงานจริง ในขณะที่บางคนที่มีผลการเรียนแบบไบนารี่ (ได้แต่เกรด 0 กับ 1... ) กลับประสบความสำเร็จได้เป็นเจ้าของกิจการ เหล่านี้ก็มีให้พบเห็นกันมากมาย 

          ในโรงเรียนไม่เคยสอนเรื่องการลงทุนอย่างถูกต้อง มีแต่สอนเรื่องของการเก็บออม เครื่องมือในการออมอย่างแรกที่พวกเรารู้จักกัน คือ กระปุกออมสิน สถาบันการเงินที่เรารู้จัก ในการฝากเงินมีเพียงธนาคารพาณิชย์ ส่วนเวลาจะถอนเงินก็ไปที่ตู้ ATM หรือไม่ก็ไปโรงรับจำนำ และดอกเบี้ย ก็เป็นผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวที่เรารู้จักกัน 

          เราถูกสอนให้เอาเงินเก็บออมไปฝากธนาคาร เพื่อรับผลตอบแทนเป็น ดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งก็มีให้เลือกมากมายทั้งฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ ฝากไม่ประจำ มีดอกเบี้ยหลากหลายอัตราให้เลือก ตั้งแต่ 0.75% ไปจนถึง 3.5%ต่อปี 



(อ้างอิงจากเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเว็บไซท์ธนาคารแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2555   www.bot.ot.th > สถิติ > สถิติตลาดการเงิน > อัตราดอกเบี้ย ...) 

          อัตราดอกเบี้ย 3.5%ต่อปี หมายความว่า เงินฝากของเรา 1 ล้านบาท ธนาคารจะให้ ดอกเบี้ย ปีละ 1 ครั้ง เป็นเงิน 35,000 บาท ก็ดูเป็นค่าขนม ที่ไม่เลวเลย สำหรับการเอาเงินวางไว้เฉยๆ แล้วได้ผลตอบแทนโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร ... บางคนถึงกับบอกว่า นี่ไงใช้เงินทำงาน ... ผิดแล้วคนที่คิดอย่างนั้นไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะคงจะลืมไปว่าง เงินมันด้อยค่าไปตามกาลเวลา ในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อ มันเพิ่มขึ้น 4 – 5% ต่อปี ก็หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยที่ได้ เพียง 3.5%ต่อปี มันเป็นผลตอบแทนที่ตามไม่ทันการด้อยค่าของเงินต้นที่ฝากไว้ในธนาคาร หากปล่อยไว้อย่างนั้น เงินเก็บของเราก็เสื่อมค่าลดลงทุกปี

          หลายคนที่เข้าใจประเด็นนี้แล้ว ก็จะพยายามมองหาอย่างอื่นที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่านี้ อย่างน้อยก็สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ จึงได้เกิดคำใหม่ขึ้นมาในการลงทุน “ออมในหุ้น” ด้วยวิธีการเดียวกับการออมเงินเก็บไว้ในธนาคาร ได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก ก็ปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เอาเงินจำนวนนั้นไปฝากไว้กับบริษัท ด้วยการซื้อหุ้นของบริษัท เพื่อรับผลตอบแทนเป็น เงินปันผล ซึ่งให้อัตราเงินปันผลต่อราคาหุ้น (%Dividend) ที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก และสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ


          ในมุมมองอย่างนี้ ก็คงไม่แตกต่างไปจากวิธีการเดิม เวลาที่เราจะฝากเงิน เราก็จะดูความมั่นคงของธนาคาร ประเภทเงินฝากแบบไหน และดอกเบี้ยที่ได้รับเป็นเท่าไร พอจะมาออมในหุ้นเราก็ดู ความมั่นคงของบริษัทฯ กิจการจะเติบโตหรือไม่ การคาดการณ์ผลการดำเนินงาน และความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น แน่นอนว่าในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบริษัทมหาชนจดทะเบียนอยู่มากมาย และมีจำนวนไม่น้อยเลยที่มีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญมีหลายแห่งเลยที่จ่ายมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และจ่ายมากกว่า 1 ครั้งต่อปีด้วย บางแห่งเงินปันผล 7 – 8% ต่อปี หมายความว่า ถ้าเราเอาเงิน 1 ล้านบาท ออกจากธนาคาร มาซื้อหุ้นบริษัทฯ ที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอ 7% ต่อปี เรากะจะได้ผลตอบแทน ถึง 70,000 บาทต่อปี ...เอ่อ... ได้มากกว่าดอกเบี้ยเท่าตัวเลยนะนั่น ...

          ออมในหุ้น แนวนี้เป็นมุมมองที่น่าสนใจดีไหมล่ะ ... อ๊ะๆๆ !!! แต่ถ้าคิดจะออมในหุ้น คิดแค่นี้เลยนะ อย่าไปคิดถึงราคาหุ้นเลยนะ การเติบโตของกิจการ การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น ต้องคิดว่าเป็นเรื่องรอง คิดว่ามันเป็นของแถม ถ้าเอามาคิดปนกันเมื่อไหร่ ความโลภจะครอบงำ จิตใจโดนลากไปมองราคาหุ้นสูง – ต่ำ ราคาแพง – ถูก ขายได้ราคาสูงกว่าทุนได้กำไรมหาศาล .... สติหลุดลอยจากการ ออมในหุ้น เข้าสู่การเก็งกำไรราคาหุ้น หลุดกรอบ ลืมจุดประสงค์ในการลงทุนไปเลย

          ตั้งสติให้ดี ถอยกลับมาถามตนเองก่อน เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยจุดประสงค์อะไร ... มีคนจำนวนมากที่พยายามเรียกตัวเองว่า “นักลงทุน” แต่ไม่เคยรู้ตัวเองเลย ว่าเอาเงินมาทำอะไรในตลาดหุ้น ... รู้แต่ว่าอยากรวย อยากได้เงินเพิ่มขึ้น ... คิดแบบนี้ผิดแล้ว มันพลาดตั้งแต่เริ่มแล้ว

          ตั้งคำถาม กับตนเองให้ดี อะไร คือ ผลตอบแทนที่เราต้องการจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มันมีหนทางเลือกเพียง 2 สายเท่านั้น ทางแรก คือ เงินปันผล อีกทางหนึ่ง คือ ส่วนต่างของราคาหุ้น เราต้องชัดเจนในการลงทุนว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เมื่อเลือกแล้วต้องยึดมั่นในเส้นทางของผลตอบแทนที่เราเลือก ผลตอบแทนอีกด้านจะเป็นเพียงของแถม หรือผลพลอยได้เท่านั้น

          ถ้าจะ ออมในหุ้น ต้องยึดมั่นในผลตอบแทนจาก เงินปันผล ต้นทุนของเราคือราคาหุ้นที่เราซื้อ ไม่ใช่ราคาหุ้นในขณะนั้น อย่าเอาราคาหุ้นในตลาด มารบกวนจิตใจ เพราะเงินที่เราซื้อหุ้น มันยังอยู่ครบเท่าเดิม ตราบเท่าที่เรายังไม่ขาย เหมือนกับเงินฝากที่อยู่ในบัญชีธนาคาร กำไร หรือขาดทุนของราคาหุ้นที่แสดงอยู่มันเป็นสิ่งลวงตา ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า Unrealized Profit/Loss มันยังไม่เป็นจริง แต่นักลงทุนที่จิตใจสับสน สติหลุด มักจะร้อนลน ถูกลวงให้กลัว ให้สั่งขายออกไป ทำให้กลายเป็น Realized Profit/Loss จริงๆ ถ้ามันกำไร ก็ดีไป แต่ถ้าขาดทุน เงินต้นหาย คงจะไม่ดีแน่ๆ

          การออมในหุ้น จึงไม่ต่างจากการเปิดบัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนสูง เราจะย้ายเงินจากบัญชีเงินฝากหนึ่งไปไว้อีกบัญชีหนึ่ง ก็ต่อเมื่อมันให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่า เฉกเช่นเดียวกัน การออมในหุ้นเราก็จะขายหุ้นบริษัทฯ หนึ่งไป ซื้อหุ้นอีกบริษัทฯ หนึ่งก็ต่อเมื่อเราต้องการเอาเงินไปที่ใหม่ที่ให้เงินปันผลสูงกว่า การพิจารณาราคาหุ้น ก็เป็นเพียงการพิจารณาการซื้อหรือขาย ในจังหวะ ที่ราคาเหมาะสมที่สุด ก็คือ ไม่ขาดทุนจนเงินต้น มันหดหายไป ดังนั้นการลงทุนในแนวทางนี้ เน้นที่ผลตอบแทนเงินปันผลสูง และความมั่นคงแข็งแรงของกิจการที่สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเราเลือกกิจการเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถซื้อ แล้วถือรับเงินปันผลไป พร้อมกับท่องไว้
“ไม่ขาย ไม่ขาดทุน.. โว้ย!!”



.แต่ประเด็น คือ ใครรู้บ้างว่า หุ้นที่ให้ปันผล มากกว่า 7% ในตลาดฯ มี อะไรบ้าง
.
.Pook Pui


.
.<--- Previous : รวบรวม Thomas Demark 's Technics
----> Next : .ความเสี่ยงจำกัด... ผลตอบแทนไม่จำกัด
.

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

รวบรวม Thomas Demark 's Technics

วันนี้ ลอง เข้า YouTube แล้ว ค้นหา ความว่า Tom Demark ซึ่งเป็นชื่อ ของกูรู ทางเทคนิคอล ชื่อดัง (..และยังมีชีวิตอยู่...) 555.... ต้องย้ำหน่อย เพราะบางคน ตอนอยู่ไม่ดัง พอไม่อยู่แล้วค่อยดัง ....
เขาชื่อ Mr.Thomas DeMark เป็นกูรู ทางเทคนิคอล ที่คิดค้นวิธีการทางเทคนิค และอินดิเคเตอร์ของตนเองขึ้นมา จนมีชื่อเสียงมาก ได้รับการยอมรับ อย่างมากมาย ... ในบรรดาอิาดิเคเตอร์ต่างๆ ที่เขาคิดค้นขึ้น จะใช้ตัวอักษร TD- ขึ้นหน้าเสมอ ซึ่ง TD = Thomas DeMark นั่นเอง เช่น TD-Line , TD-SeQuential
Thomas DeMark มีหนังสือ เป็นผลงาน อมตะตลอดกาลอยู่ หลายเล่มเลย แต่ที่มีชื่อเสียงมาก คือ

The New Science of Technical Analysis


  


New Market Timing Techniques


และภายหลัง มีอีกเล่ม ที่เขาเขียน ร่วมกับลูกชายของเขา

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ความรู้มากมาย หาได้ในโลกออนไลน์

      ย้อนไป เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในช่วงฝึกฝนการใช้เทคนิคอลในการลงทุนอย่างจริงจัง ในขณะนั้นเอง ประสบการณ์ในการลงทุน มีเพียง 4 ปีกว่า มันลุ่มๆ ดอนๆ ใช้เทคนิคอลผิดๆ ถูกๆ ขายหมูบ้าง ขายช้าไปบ้าง นานทีก็ติดดอยบ้าง กำไรขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีความสม่ำเสมอ เป็นไปตามความมั่งคงของจิตใจ ในแต่ละช่วง
       เป็นเพราะความไม่เข้าใจการใช้งานเครื่องมือ ที่เราใช้ เทคนิคคอล เองมันก็เป็นเพียงความน่าจะเป็น มันไม่ 100% แต่บางทีมันแม่นมาก จนถูกหลายๆ ครั้ง ทำให้เราหลอกตัวเองว่า มัน 100% ทำให้หลายครั้งที่ มันให้ สัญญาณหลอกออกมา Fault Signal ที่เกิดขึ้นนั้น เราก็ไม่รู้ เพราะเราเองไม่เข้าใจจุดอ่อนของเครื่องมือที่เราใช้ เพราะเราไม่เข้าใจวิธีการใช้เครื่องมือ อย่างเหมาะสม ความผิดพลาดในการลงทุน จึงเกิดขึ้น
  จนวันหนึ่ง ลองค้นคำว่า Technical Analysis ใน YouTube ปกติเคยใช้แต่ดูคลิป อย่างอื่น ... (คลิปอะไรหว่า) ... จนวันนั้นไม่รู้อะไรดลใจ ผลที่ออกมาสร้างความตื่นตะลึง มีคลิปมากมายที่ นักเทคนิคคอลชาวต่างชาติ เอามาโพสไว้ และสอนการใช้กราฟ สอนการใช้อินดิเคเตอร์ ... ยิงดูไปยิ่งได้ความรู้ คืนนั้นโต้รุ่งสิครับ. ดูเท่าไหร่มันก็ยังไม่หมด แต่คลิปที่น่าสนใจ และโดนใจมากๆ เลย คือ คลิป จาก www.informedtrades.com โดย David Waring ซึ่งเรียบเรียงสอนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน น่าสนใจน่าติดตามมาก
       ผมตัดสินใจ Subscrib ทันที จากนั้นจนถึงทุกวันนี้ ยังคลิปใหม่ๆ updated ออกมามากมาย ... คำถามหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในใจหลังจาก ได้ดูคลิปของ David ผ่านไปหลายสัปดาห์
..
 " David ทำไปทำไม เขาไม่ได้อะไรตอบแทน รายได้ที่เขาทำกำไรมันมากมาย เขาจะเสียเวลามานั่งทำคลิป สไลด์ สอนคนบนโลกออนไลน์ ไปทำไม "
..
   แต่ผมไม่เคย ส่งข้อความไปถามเขานะ แต่หลังจากนั้น ผมคิดว่าได้รับรู้ บางอย่างจากการทำ เว็บ และคลิป ของ David ... ผมได้รับรู้เจตนาของการ "ให้" จนมีความคิดว่า เมื่อเวลาถึงพร้อม ตนเองมีความสามารถ มีศักยภาพ และมีโอกาส ที่จะ "ให้" ความรู้ ที่ได้รับมาสู่ สังคมนักลงทุนคนไทยบ้าง ก็จะทำอย่างยินดี
     และในโอกาสที่ ครบ 4 ปีแล้ว ที่ ผมได้มีโอกาส ดูคลิป เหล่านี้ จึงขอรวบรวม เอามานำเสนอไว้ 40 คลิป แรก ... ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีอีกมากมาย
     โดยสร้างไว้ เป็น Playlists http://www.youtube.com/playlist?list=PL2FF20A9B554710D3
..


 ลองติดตามชมกันครับ ... ในโลกออนไลน์ ยังมีสิ่งที่เป็นความรู้ และมีประโยชน์มากมายรอเราอยู่ เพียงแต่เราได้ใช้ประโยชน์ จากสิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่หรือยัง

...
 PookPui



<--- Previous :  SET50 vs DJIA... 2012-04-10
 ---> Next : ..รวบรวม Thomas Demark 's Technics
.
.
.